บทความ รวมถึงเว็บไซต์ทางด้านการเงิน การลงทุนหลายแห่งอ้างอิง อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ (Albert Einstein) ครั้งหนึ่งเคยกล่าวว่า “สูตรคณิตศาสตร์ที่มีพลังมากที่สุด และมหัศจรรย์ที่สุดที่มีการค้นพบ คือ พลังของดอกเบี้ยทบต้น”
ปัจจุบันมีการถกเถียงกันว่าไอน์สไตน์ได้พูดเช่นนั้นจริงหรือไม่ แท้จริงแล้วการรู้ว่าไอน์สไตน์หรืออัจฉริยะท่านใดจะเป็นผู้กล่าวข้อความนี้ ไม่สำคัญเท่ากับการที่เราได้เข้าใจถึงความหมายและการที่สามารถนำพลังอันมหาศาลนี้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ในการสร้างความมั่งคั่งทางการเงินของตัวเอง
เด็กทารกผู้โชคดีคนหนึ่ง ได้รับเงินเมื่อวันแรกที่ลืมตาดูโลก 1 บาท และเมื่อครบวันเกิดในปีถัดๆ ไปก็จะได้รับเงินเพิ่มอีกเท่าตัวทุกปีเมื่อครบ 1 ขวบได้รับเงินเพิ่ม 1 บาท รวมเป็น 2 บาท ในวันเกิด 2 ขวบได้รับเงินเพิ่มอีก 2 บาทรวมเป็น 4 บาท อายุ 3 ขวบก็ได้รับเงินเพิ่มอีก 4 บาทรวมเป็น 8 บาท เมื่อเด็กผู้โชคดีคนนี้ย่างเข้าอายุ 20 ปีเต็มการทบต้นแบบทวีคูณแบบนี้จะทำให้มีเงิน 1 ล้านบาท
ตัวอย่างของเด็กผู้โชคดีข้างต้น เป็นการเพิ่มขึ้นแบบทบต้นแบบเท่าตัว หรือได้รับผลตอบแทน 100% ทุกๆ ปี ซึ่งในความเป็นจริงแล้วการทำผลตอบแทนเท่าตัว ทุกปีในระยะยาว คงเป็นเรื่องที่แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย
ลองมาดูอีกตัวอย่าง แสดงตามภาพของการลงทุนอย่างต่อเนื่องทุกเดือน เดือนละ 1,000 บาทเป็นเวลา 30 ปี รวมต้นทุนเงินออม 360,000 บาท หากได้ผลตอบแทน 4% ต่อปี เงินจะเพิ่มเป็น 685,000 บาท หรือเกือบ 1 เท่าตัว แต่ถ้าผลตอบแทนเพิ่มเป็น 8% ต่อปี เงินจะเพิ่มเป็น 1,400,000 หรือ 3 เท่าของต้นทุนที่ออม
ทว่า หากผลตอบแทนเพิ่มเป็น 15% ต่อปี เงินจะเพิ่มเป็นถึง 5,500,000 หรือ 15 เท่าของต้นทุน นั่นคือ เงินลงทุนแค่ 1 ส่วน ผลตอบแทนทำได้ถึง 14 ส่วนดังนั้น จึงมีคำพูดให้ได้ยินบ่อยๆ ว่าคุณสามารถมีเงินเก็บเป็นล้านบาทไม่ไช่เรื่องยากเลย แค่ออมเงินเดือนละพันบาท
พลังของดอกเบี้ยทบต้น มีส่วนประกอบที่สำคัญอยู่ 2 ส่วน คือ ดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นต่อปี และจำนวนปีที่ดอกเบี้ยนั้นเกิดขึ้น สำหรับผู้แสวงหาความมั่งคั่งแล้ว ส่วนประกอบดังกล่าวยิ่งมากยิ่งดี หัวใจ คือ ผลตอบแทนที่ได้รับในแต่ละปีทบเข้าไปในเงินต้น และรวมพลังกันมาออกดอกผลอย่างต่อเนื่องเป็นพลังของดอกเบี้ยทบต้นตามรอบที่หมุนไป
เห็นพลังของดอกเบี้ยทบต้นแล้ว ก็ต้องเลือกข้างให้ถูกว่าจะให้พลังอันมหัศจรรย์นี้มาเป็นพลังเสริมสร้างความมั่งคั่ง หรือในมุมกลับก็จะเป็นพลังที่มาบั่นทอนคุณภาพชีวิตของตัวเอง นั่นก็คือ การไปสร้างหนี้สินและเป็นผู้จ่ายดอกเบี้ยที่จะเกิดขึ้นอย่างมากมายมหาศาลอย่างที่ไม่ทันตั้งตัวให้แก่เจ้าหนี้
เมื่อทราบเช่นนี้แล้ว ควรคิดทุกครั้งก่อนที่จะก่อหนี้ โดยเฉพาะการก่อหนี้เพื่อซื้อของฟุ่มเฟือยผ่านบัตรเครดิต สินเชื่อส่วนบุคคลหรือสินเชื่อนอกระบบ เพราะคุณจะต้องต่อสู้กับพลังที่มากที่สุดในจักรวาลเลยทีเดียว
ไปหน้าแรก การออมและการลงทุน
ที่มา วารสาร Money&Wealth
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การลงทุนหุ้น แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การลงทุนหุ้น แสดงบทความทั้งหมด

เรื่องเล่ามนุษย์เงินเดือน 8 ปี กับความสำเร็จเก็บเงินได้ 1 ล้านบาท
แชร์ประสบการณ์สัมผัสเงิน 1 ล้าน ของยอดมนุษย์เงินเดือนคนหนึ่ง ที่ใช้ชีวิตมนุษย์เงินเดือนมา 8 ปี ในที่สุดก็ได้เห็นตัวเลขเงินเก็บ 7 หลักในบัญชีสักที
สำหรับมนุษย์เงินเดือนที่ใฝ่ฝันอยากจะมีเงินล้าน อย่าเพิ่งท้อแท้และคิดว่าไกลเกินเอื้อม ถ้ายังไม่ได้อ่านเรื่องราวของ คุณ There is only one truth สมาชิกเว็บไซต์พันทิปดอทคอม โดยเป็นเรื่องเล่าบนเส้นทางการทำงาน 8 ปีของมนุษย์เงินเดือน สู่วันที่มีเงินครบ 1 ล้านบาท มาปลุกกำลังใจพร้อม ๆ กันเลยได้เลยครับ
เริ่มต้นทำงานปลายปี 2006 จนถึงต้นปี 2015 รวม 8 ปีพอดี มนุษย์เงินเดือนล้วน ๆ
สำหรับมนุษย์เงินเดือนที่ใฝ่ฝันอยากจะมีเงินล้าน อย่าเพิ่งท้อแท้และคิดว่าไกลเกินเอื้อม ถ้ายังไม่ได้อ่านเรื่องราวของ คุณ There is only one truth สมาชิกเว็บไซต์พันทิปดอทคอม โดยเป็นเรื่องเล่าบนเส้นทางการทำงาน 8 ปีของมนุษย์เงินเดือน สู่วันที่มีเงินครบ 1 ล้านบาท มาปลุกกำลังใจพร้อม ๆ กันเลยได้เลยครับ
ในที่สุดผมก็มีเงินเก็บครบ 1 ล้านจนได้ จากชีวิตมนุษย์เงินเดือน 8 ปี
เริ่มต้นทำงานปลายปี 2006 จนถึงต้นปี 2015 รวม 8 ปีพอดี มนุษย์เงินเดือนล้วน ๆ
- งานที่แรก เงินเดือน 18,000 บาท ปี 2006 เงินเดือนสุดท้ายก่อนลาออก 25,000 บาท
- งานที่ 2 เงินเดือน 40,000 บาท ปี 2009 เงินเดือนสุดท้ายก่อนลาออก 42,000 บาท
- งานที่ 3 เงินเดือน 55,000 บาท ปี 2011 เงินเดือนสุดท้ายก่อนลาออก 58,000 บาท
- งานที่ 4 เงินเดือน + อื่น ๆ ราว ๆ 65,000-75,000 บาท (ปี 2014)
จริง ๆ แล้วผมน่าจะเก็บเงินได้เยอะกว่านี้ แต่ว่าส่งเงินให้แม่ เอาเงินไปซื้อรถ และผ่อนดาวน์ Condo
อยากเป็นกำลังใจให้กับคนที่เก็บหอมรอมริบครับ ทุกอย่างต้องมีจุดเริ่มต้น Save little by little ที่สำคัญคือวินัยการเก็บ นโยบายการลงทุนของเงิน (ซึ่งแต่ละคนไม่เหมือนกัน)
เรื่องการเริ่มต้นเก็บเงินของผม ขอบอกแบบสั้น ๆ นะครับ คือ ผมเป็นเด็กต่างจังหวัดมาทำงาน กรุงเทพฯ ผมไม่รู้ว่าการใช้ชีวิตในกรุงเทพฯ จะต้องใช้เงินเท่าไร ถามเพื่อน ๆ บางคนก็ใช้ไม่ถึงหมื่น บางคนก็หมื่นกว่า ๆ Life style และภาระแต่ละคนไม่เหมือนกัน ในช่วงแรก ๆ ผมก็จะประหยัดมาก ๆ ครับ ต้องจ่ายค่าหอ 3,000 กว่า + ส่งเงินให้แม่ + กินข้าว 3 มื้อ รวมกันประมาณวันละ 150 บาท + ค่าเดินทาง รวม ๆ ก็หมื่นต้น ๆ
ผมก็กินอยู่ด้วยเงินประมาณนี้หลายปีเลย แต่ก็ไม่ได้ประหยัดจนไม่ไปซื้อของไม่เที่ยวเลย ผมก็ไปเที่ยวต่างจังหวัด ต่างประเทศบ้าง แบบถูก ๆ พอเก็บเงินได้ก้อนหนึ่ง และเงินเดือนเข้าเกณฑ์เสียภาษี ก็เริ่มซื้อกองทุน LTF แบบ DCA หักผ่านบัญชีอัตโนมัติไปเลย
ต่อมาเริ่มซื้อกองทุนทอง กองทุนต่างประเทศ และเริ่มเทรดหุ้น จริง ๆ ผมน่าจะเก็บเงินให้ถึงล้านเร็วกว่านี้ แต่ว่าผมหมดไปกับ..
- รถยนต์มือ 2 ซื้อเงินสด
- ผ่อนดาวน์ Condo
- จัดงานแต่ง + ค่าสินสอด !! งานนี้หลายแสนครับ ไม่ได้ขอเงินพ่อ-แม่เลย แต่สิ่งที่ได้กลับมาคุ้มสุด ๆ ได้ภรรยากับลูกที่น่ารัก
บอกตรง ๆ ว่า รายได้ผมมีทางเดียวจริง ๆ เงินเดือนล้วน ๆ ผมอยากทำงานนอกนะ แต่ผมจะไม่ค่อยมีหัวธุรกิจเท่าไร Conservative นิด ๆ ไม่ค่อยกล้าลุยมาก ก็จะเน้นลงทุนแบบถนอมเนื้อถนอมตัวหน่อย
ผมมั่นใจว่าศักยภาพอย่างผม สามารถหางานนอกทำได้ไม่ยาก จะทำช่วงเย็น หรือเสาร์-อาทิตย์ ก็ได้ แต่ว่ามันจะทำให้เวลากับครอบครัวมีน้อยลง เวลาเล่นกับลูกน้อยลง ไม่มีเวลาพาลูกไปเที่ยว ผมไม่สามารถย้อนเวลากลับมาตรงนี้ได้แล้วถ้าลูกโต
และนี่คือบทพิสูจน์ของมนุษย์เงินเดือน ก็สามารถเก็บเงินล้านได้ถ้ามีความตั้งใจและอดออมในการใช้จ่ายอย่างถูกวิธี และหาลู่ทางให้เงินออมงอกเงยด้วยการลงทุน เพื่อน ๆ ก็สามารถนำเอาไปเป็นตัวอย่างได้เช่นกันครับ
ไปหน้าแรก การออมเงินและการลงทุน

จัดสรรหนี้สินอย่างไร ไม่ให้เกิน 20-25% ของรายได้ต่อปี
หนี้สินผ่อนชำระทรัพย์สินที่ดีควรเป็นแรงผลักดันให้เราขยัน ไม่ใช่สร้างความทุกข์สาหัสให้ชีวิตเกินไป หนี้สินจึงไม่ควรเกิน 20-25% ของรายได้ต่อปี ในชีวิตคนเรา ผมคิดว่าการผ่อนบ้านเป็นวิธีการออมที่ดีที่สุดอย่างหนึ่งซึ่งให้ความสุขและความมั่นคงแก่ชีวิต บ้านเล็กหรือใหญ่ แบบไหน ก็ต้องแล้วแต่ไลฟ์สไตล์และกำลังของแต่ละคน บ้านเป็นทรัพย์สินที่มีค่าทางจิตใจ
เหตุวิกฤติไฟฟ้าดับ 14 จังหวัดในภาคใต้เมื่อเร็วๆ นี้ สะท้อนถึงความสำคัญของเสถียรภาพในพลังงานไฟฟ้าและการบริหารจัดการที่มีต่อสังคมและเศรษฐกิจของประเทศ "รศ.ดร.อนุวัฒน์ จางวนิชเลิศ" เป็นหนึ่งในบรรดานักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานไฟฟ้า ปัจจุบันดำรงตำแหน่งประธานสาขาวิศวกรรมไฟฟ้า คณะวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ซึ่งเป็นสถาบันแห่งเดียวที่เพิ่งได้รับการคัดเลือกจาก สกว.ได้คะแนนเต็มสำหรับผลงานวิจัยด้านไฟฟ้า
บนถนนสายวิศวกรรมไฟฟ้าของ รศ.ดร.อนุวัฒน์ เต็มไปด้วยสิ่งท้าทาย หลังจบปริญญาตรีและปริญญาโทด้านวิศวกรรมไฟฟ้าแล้ว เขาได้รับทุนศึกษาต่อปริญญาเอกด้านวิศวกรรมไฟฟ้า ที่ มหาวิทยาลัยอาร์คันซอว์ สหรัฐอเมริกา
เมื่อกลับเมืองไทยเขาปักหมุดชีวิตบนเส้นทางนักวิชาการศึกษาที่สจล. เขาเปิดมุมมองถึงการวางแผนการเงินส่วนบุคคล ว่า "...ในยุคที่ราคาไข่ไก่ฟองละ 4 บาท ข้าวแกงจานละ 40 บาท ทานไม่ค่อยอิ่มท้อง ชีวิตของคนไทยไม่ง่ายอย่างแต่ก่อน เราต้องเรียนรู้และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการเงิน ค่าครองชีพที่สูงขึ้นเร็วมากจากราคาน้ำมันที่เป็นต้นทุนของทุกอย่าง ค่าขนส่ง ส่งผลต่ออาหารและสินค้าอุปโภคบริโภค การวางแผนการเงินส่วนบุคคลและครอบครัวผมคิดว่าสำคัญ ช่วยให้เราเห็นภาพรวมและวิเคราะห์รายรับ-จ่ายได้ดีขึ้น สามารถปรับแผนการใช้จ่าย ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น การเก็บออมที่ง่ายที่สุด คือ หักเงินเก็บออมก่อนเลยจากเงินรายได้ ก่อนใช้จ่าย ลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นลง แล้วใช้วิธีตั้ง Budget เพื่อควบคุมให้เป็นไปตามเป้าหมาย เช่น ทานข้าวเย็นนอกบ้าน เดือนละไม่เกิน 3,000 บาท เดิมทานกันทุกอาทิตย์ 4 ครั้งต่อเดือน เปลี่ยนเป็น 2 ครั้งต่อเดือน มื้อละเฉลี่ย 1.500 บาท ก็มีเงินเหลือออมทันที 3,000 บาท เคเบิลทีวี ไม่มีเวลาดูเลย ตัดไปดีไหม บัตรเครดิตมีอยู่ 8 ใบ เหลือสัก 3 ใบก็พอ ประหยัดค่าธรรมเนียมปีหนึ่งเกือบหมื่นบาท ลองดูพรินเตอร์ในบ้านใช้หมึกแพงสิ้นเปลืองแค่ไหน การเปลี่ยนเครื่องใหม่ที่ประหยัดค่าหมึกก็คุ้มค่ากว่า การซื้อหาวัสดุสิ่งของไม่ใช่เห็นแต่ราคาถูกแต่ควรประหยัดพลังงานไฟฟ้าและมีความคงทน ไม่ต้องซ่อมกันบ่อยๆ"
เขายังมองว่าเงินอิเล็กทรอนิกส์วันนี้มีหลายช่องทางให้เราใช้และเสนอบริการถึงตัวเลย หากเรามีวินัยการเงินที่ดี คิดก่อนซื้อว่าเราจะนำสิ่งนั้นไปก่อเกิดประโยชน์อะไร หรือไปสร้างภาระหนี้สินเพิ่มขึ้น สร้างคุณค่าของชีวิตแทนการไหลไปตามกระแสสังคมวัตถุนิยม ที่แข่งกันที่เปลือกนอกสั่งสมวัตถุ ดังจะเห็นได้จาก การจองรถคันแรก มียอดจองถึง 1.25 ล้านราย ขณะนี้มีรถยนต์ที่ค้างส่งมอบจำนวนมากในโรงงานเนื่องจากลูกค้าชะลอรับรถ สะท้อนปัญหาตอนจองอาจยังไม่ได้คิดถึงค่าใช้จ่ายที่จะตามมา เช่น ค่าประกันภัยชั้นหนึ่ง ค่าบำรุงรักษา ค่าน้ำมันที่ขึ้นราคาต่อเนื่องและต้องจ่ายเดือนละไม่ต่ำกว่า 2-3 พันบาท รถติด ค่าความเสี่ยงจากอุบัติเหตุ ค่าใช้จ่ายส่วนตัว อย่างค่าภาษีรายปี ค่าที่จอดรถ ล้างรถจิปาถะ
เมื่อพูดถึงหลักคิดและปรัชญาในการทำงาน เขาบอกว่าแต่ละวันเราใช้เวลากับที่ทำงานกว่า 8 ชั่วโมง ความมั่นคงในชีวิตส่วนหนึ่งมาจากความมุ่งมั่นและความรักในงาน เป็นพลังบวกและเป็นความสุขที่ได้ทำ เจออุปสรรคก็ถือเป็นสิ่งท้าทาย หาทางแก้ไข ทำให้เราได้เรียนรู้และก้าวหน้าในชีวิต รายได้ก็ตามมา เช่นเดียวกับงานวิจัยทางวิศวกรรมที่ต้องใช้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีหลายสาขา ต้องทำแล้วทำอีก ปรับปรุงพัฒนาต่อเนื่องใช้เวลาเป็นปีๆ คิดว่าไม่สำเร็จวันนี้ ก็ต้องสำเร็จสักวัน และเมื่องานวิจัยสำเร็จ ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมและเศรษฐกิจ ก็ถือเป็นรางวัลของชีวิต การลงทุนผลิตและการสร้างรายได้ก็ตามมา
ดร.อนุวัฒน์มีแนวบริหารการเงินส่วนตัว โดยรายได้แบ่งสรรเป็นเก็บออม 15 % นำไปลงทุนต่อยอดเงินออม 20 % เหลือเป็นค่าใช้จ่าย 50 % และสำรองไว้อีก 15 % สำหรับกรณีฉุกเฉิน การลงทุนต่อยอดเงินออมจะเลือกที่เรามั่นใจว่าความเสี่ยงน้อย เป็นการลงทุนระยะยาวที่ค่อนข้างมั่นคง ปลอดภัยและได้ประโยชน์หลายอย่าง เช่น การประกันสุขภาพแบบออมทรัพย์ นอกจากนี้ก็ลงทุนในกองทุนแอลทีเอฟ ก็เป็นประโยชน์ด้านลดหย่อนภาษีได้ด้วย
"บ้านเดิมของผมอยู่เชียงราย ผมสนใจลงทุนในที่ดินที่ยังไม่แพงนัก เพราะเชียงรายเป็นประตูการค้าเศรษฐกิจที่เชื่อมไทยกับประเทศในลุ่มแม่น้ำโขง ไทย - ลาว - พม่า และยูนนาน หรือจีนตอนใต้ และยังเชื่อมกับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนด้วย มีทั้งการค้าชายแดนด่านแม่สาย เชียงของ และที่สร้างใหม่เป็นท่าเรือพาณิชย์เชียงแสน ริมแม่น้ำโขง เปิดเมื่อปลายปี 55 รวมทั้งมีการลงทุนด้านท่องเที่ยวและโรงแรมมากขึ้น นอกจากนี้ก็สนใจธุรกิจในอนาคต อยากผลิตสิ่งประดิษฐ์ของใช้ไฟฟ้าใหม่ๆ ที่ก้าวล้ำเพื่อชีวิตทันสมัยและสะดวกสบาย"
และเขามีเทคนิคการออมว่าไม่ต้องรอเงินเหลือแล้วค่อยออม ใช้วิธีกำหนดตัวเงินออม หักออมจากเงินเดือนรายได้เลย ผมโตมาในครอบครัวเชื้อสายจีนที่จังหวัดเชียงราย ได้รับการหล่อหลอมให้รู้จักค่าของเงิน ประหยัดอดออม รู้ใช้จ่ายในสิ่งจำเป็น
"ในชีวิตคนเรา ผมคิดว่าการผ่อนบ้านเป็นวิธีการออมที่ดีที่สุดอย่างหนึ่งซึ่งให้ความสุขและความมั่นคงแก่ชีวิต บ้านเล็กหรือใหญ่ แบบไหน ก็ต้องแล้วแต่ไลฟ์สไตล์และกำลังของแต่ละคน บ้านเป็นทรัพย์สินที่มีค่าทางจิตใจ ข้อคิดในการซื้อบ้าน ควรซื้อบ้านที่ใหญ่กว่าความต้องการอีกสักหน่อย เพราะค่าเงินเล็กลงเรื่อยๆ ที่ดินก็หายากขึ้น เมื่อเวลาผ่านไปเรามีรายได้มากขึ้นจะขยายบ้านก็ขยายไม่ได้แล้ว อย่างไรก็ตามหนี้สินผ่อนชำระทรัพย์สินที่ดีควรเป็นแรงผลักดันให้เราขยัน ไม่ใช่สร้างความทุกข์สาหัสให้ชีวิตเกินไป ผมคิดว่าไม่ควรเกิน 20-25 % ของรายได้ต่อปี"
เขายังแชร์ประสบการณ์ข้อพึงระวังด้านการเงินที่อยากแบ่งปันว่ามี 2 อย่างที่ไม่ควรทำ คือ การเซ็นค้ำประกันแก่บุคคลอื่น และการให้ผู้อื่นหยิบยืมเงิน กว่าเราจะหามาได้และเก็บออม เราให้เขายืมเพราะสงสารเห็นใจและต้องการช่วยเหลือเขาในยามยาก กลับกลายมาเป็นความทุกข์ที่ต้องไปทวงหนี้ และทุกข์ยิ่งขึ้นเมื่อเขาไม่รับผิดชอบการคืนเงินให้เรา
เขายังทิ้งท้ายฝากคนรุ่นใหม่ว่าอยากเห็นคนรุ่นใหม่ มีความเป็นหนึ่งและเป็นที่พึ่งของสังคม มุ่งมั่น ขยันและอดทนในสิ่งที่ดีและแบ่งปันเพื่อสังคม แล้วความสำเร็จในชีวิตจะตามมา
ไปหน้าแรก การออมและการลงทุน
ที่มา bangkokbiznews.com

เทคนิคการบริหารหนี้ หลีกหนีกับดักทางการเงิน
| “ชีวิตที่ปลอดหนี้” เป็นสิ่งที่ทุกคนปรารถนา แต่ในโลกแห่งความเป็นจริง การประคับประคองตัวไม่ให้เป็นหนี้ในยุคนี้ แสนจะลำบากยากเย็น เพราะไม่ว่าจะเดินไปทางไหนล้วนเจอแต่หนทางสร้างหนี้แบบง่ายๆ ได้รอบด้านทั้งตีนสะพานลอย บนสถานีรถไฟฟ้า หน้าห้างสรรพสินค้า หรือแม้กระทั่งทางสายโทรศัพท์ หลายคนจึงรู้จักและคุ้นเคยกับหนี้เป็นอย่างดี เพราะเดี๋ยวนี้ใครๆ ก็พากันกู้ซื้อบ้าน ผ่อนรถ กดเงินสด กู้เงินด่วน หรือรูดบัตรเครดิตกันทั้งนั้น หากจะว่ากันไป... “การเป็นหนี้” ก็ไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตายหรือเป็นเรื่องเสียหายไปซะทั้งหมด และหนี้ก็ไม่ได้มีแต่่แง่มุมในด้านลบเท่านั้น หากแต่แง่บวกของหนี้ก็ยังมีเช่นกัน ถ้าเรารู้จักเป็นหนี้ให้ถูกวิธี หนี้ก็อาจจะกลายเป็นเครื่องมือสร้างความมั่งคั่ง ร่ำรวยให้กับเราได้ หนี้ในโลกนี้จึงมีทั้ง “หนี้ดี” และ “หนี้ไม่ดี” ซึ่งกุญแจสำคัญในการแยกหนี้ดีและหนี้ไม่ดี ออกจากกัน ก็คือ “วัตถุประสงค์ของการก่อหนี้” และ “ผลลัพธ์ที่เกิดจากการก่อหนี้” ของบุคคลนั้น แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่า... ภาระหนี้ ในปัจจุบันของเรานั้น เป็น “หนี้ดี” หรือ “หนี้ไม่ดี” คำตอบง่ายๆ หมั่นท่องจำไว้ว่า... |
ตัวอย่างเช่น
นายเอกกู้เงินซื้อบ้านเพื่ออยู่อาศัย 1 หลัง แม้ว่านายเอกจะต้องจ่ายค่าผ่อนบ้านเป็นประจำทุกเดือน แต่นายเอก ก็มีความมั่งคั่งเพิ่มขึ้นจากการค่อยๆ สะสมความเป็นเจ้าของ (เงินต้นที่ไปหักหนี้ออกทุกเดือน) รวมไปถึงมูลค่าบ้านและ ที่ดินที่สูงขึ้นตามเวลา อย่างนี้ถือว่าการซื้อบ้านสามารถสร้างความมั่งคั่งให้กับนายเอกได้ คำถามต่อมาจึงอยู่ที่ว่า... จำนวนเงินผ่อนรายเดือนทำให้นายเอกมีปัญหาสภาพคล่องหรือเปล่า? ถ้าซื้อบ้านแล้วไม่มีปัญหาสภาพคล่อง ก็จะว่าถือว่าบ้านหลังนี้เป็นหนี้ดี แต่ถ้าส่งบ้านแล้วทำให้เงินไม่พอใช้ อย่างนี้ก็ถือเป็นหนี้ไม่ดี
หรือหาก น.ส.บีม กู้เงินมาเรียนต่อปริญญาโท ด้วยเหตุที่ว่าการศึกษาต่อทำให้คนเรามีวิชาความรู้เพิ่มขึ้น และมีแนวโน้ม ที่จะทำให้มั่งคั่งได้ในอนาคต ดังนั้น การจะพิจารณาว่าการกู้ยืมเพื่อการศึกษาสร้างหนี้ดีหรือไม่ดี ก็ให้ดูที่ความสามารถ ในการผ่อนชำระคืนเช่นกัน สุดท้ายเป็นตัวอย่างสุดคลาสสิค นั่นคือ การกู้เงินซื้อรถยนต์ หากพิจารณาจากเกณฑ์ความมั่งคั่งจะพบว่า...
การซื้อรถยนต์นั้น จัดเป็นหนี้ไม่ดีทันที เพราะภายหลังจากเราถอยรถออกจากโชว์รูมหรือเต้นท์ ไม่มีทางเลยที่มูลค่ารถยนต์ ของเราจะเพิ่มขึ้น มีแต่เสื่อมลงเรื่อยๆ แต่สำหรับกรณีของรถยนต์นั้น อาจต้องพิจารณาให้ลึกซึ้งขึ้นอีกนิด เพราะแม้ว่ามูลค่าของรถจะไม่มีทางเพิ่มขึ้น ต่หากการซื้อรถทำให้ค่าใช้จ่ายในการเดินทางของเราลดลง (ค่าใช้จ่ายในการผ่อนชำระ ค่าน้ำมัน และค่าดูแลรักษา น้อยกว่า ค่าเดินทางที่ต้องจ่ายอยู่เดิม) หรือหากการมีรถยนต์ทำให้เราสามารถรับงานพิเศษที่สร้างรายได้ให้มากขึ้นได้ เพียงพอที่จะจัดการกับค่าใช้จ่าย และทำให้มีเงินเหลือออมมากขึ้น อย่างนี้การซื้อรถยนต์ก็สามารถสร้างความมั่งคั่ง ให้เราได้เช่นกัน
จะเห็นว่าแนวคิดเรื่อง “หนี้ดี” และ “หนี้ไม่ดี” ค่อนข้างต้องอาศัยการไตร่ตรองที่ลึกซึ้งมากกว่าที่จะใช้เกณฑ์ใดๆ ตัดสินตายตัว เพราะท้ายที่สุดแล้ว... เชื่อว่าคงไม่มีคำตอบที่ถูกต้องที่สุดสำหรับปัญหาทางการเงิน มีเพียงคำตอบที่ เฉพาะเจาะจงสำหรับแต่ละบุคคลเท่านั้น ที่สำคัญที่สุดก็คือ เราต้องสามารถพินิจพิเคราะห์โจทย์ปัญหาทางการเงินของเราได้เอง และแก้ปัญหาอย่างมีวิจารณญาณ นั่นต่างหากคือหนทางที่จะทำให้เราอยู่รอดปลอดภัยจากปัญหาทางการเงินได้
ทางที่ดี... ถ้ายังไม่เป็นหนี้ ก็อย่าพยายามสร้างหนี้ แต่เมื่อหลวมตัวเป็นหนี้ไปแล้ว ก็พยายามควบคุมหนี้ทุกประเภท อย่าให้เกิน 50% ของรายได้ อย่าลืมว่าในแต่ละเดือนคุณยังต้องกินต้องใช้ หากสร้างหนี้กองพะเนินเอาไว้แล้ว คุณจะเอาเงินที่ไหนใช้จ่ายเพื่อดำรงชีวิต
โดยสรุป “การมีหนี้” ไม่ใช่ปัญหาหรืออุปสรรคที่ทำให้คนเราไม่ร่ำรวย เพราะในโลกนี้มีทั้งหนี้ที่สร้างสรรค์คุณภาพชีวิต ไม่เป็นพิษเป็นภัยกับสุขภาพทางการเงิน (หนี้ดี) และหนี้ที่ไม่สร้างสรรค์ แถมบั่นทอนสุขภาพทางการเงิน (หนี้ไม่ดี) ต่ปัญหาอยู่ที่ว่า... เราเลือกสร้างหนี้ประเภทไหนให้กับชีวิตของเราต่างหาก
มาถึงตรงนี้... ลองสำรวจตัวเองดูสักนิดว่าตอนนี้คุณมีหนี้อยู่หรือไม่? “ถ้ามี” จัดเป็นหนี้ประเภทใดมากกว่ากัน ระหว่างหนี้ดีกับหนี้ไม่ดี ถ้าคำตอบ คือ ไม่มีหนี้หรือมีแต่หนี้ดี ก็ต้องขอแสดงความยินดีด้วยและทำนายได้เลยว่า คุณมีสิทธิที่จะมั่งคั่งได้ในอนาคต แต่ถ้าคุณมีหนี้และเป็นหนี้ไม่ดีด้วยละก็ บอกไว้เลยว่า “ความมั่งคั่ง” กับชีวิตของคุณยังคงเป็นเพียงเส้นขนาน
ที่มา tsi-thailand.org
ไปหน้าแรก เทคนิคการลงทุน

ปัจจัยสำคัญแห่งความสำเร็จในการลงทุน
ปัจจัยสำคัญแห่งความสำเร็จในการลงทุน
1. เพราะผลตอบแทนที่มากขึ้นจากการลงทุน จะมาพร้อมกับความเสี่ยงที่มากขึ้นด้วยเสมอ นักลงทุนจะประสบความสำเร็จได้ จึงต้องมีความรู้และมีวินัยในการลงทุน โดยเฉพาะความรู้ความเข้าใจในเรื่องสินทรัพย์หรือหลักทรัพย์ที่จะลงทุน ความเสี่ยง สภาวะเศรษฐกิจ และปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะช่วยขจัดอุปสรรคสำคัญในการลงทุนได้ เพราะความรู้และวินัยเป็นภูมิคุ้มกันที่ดีที่สุด ที่คอยปกป้องเราจากความโลภและความกลัว และจะต้องระลึกอยู่เสมอว่า การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลให้ดีก่อนตัดสินใจลงทุน
2. การกระจายการลงทุนโดยการสร้างกลุ่มสินทรัพย์ลงทุน (Portfolio) จะช่วยลดความเสี่ยงในการลงทุนได้เป็นอย่างดี เช่น หากมีเหตุการณ์ที่มีผลกระทบต่อการทำกำไรของบริษัทที่เราลงทุนไว้ ทำให้บริษัทดังกล่าวไม่สามารถจ่ายเงินปันผลได้ รวมทั้งทำให้ราคาหลักทรัพย์ผันผวน อาจส่งผลให้ผลตอบแทนจากหลักทรัพย์ที่ลงทุนไว้ไม่เป็นไปตามที่คาดหวังการสร้างกลุ่มสินทรัพย์ลงทุน คือ การจัดสรรเงินลงทุนเพื่อลงทุนในสินทรัพย์มากกว่าหนึ่งประเภท เช่น ถ้ามีเงินลงทุนจำนวน 800,000 บาท อาจเลือกลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล ทองคำ หุ้นสามัญของธุรกิจในกลุ่มพลังงานและกลุ่มธนาคาร หุ้นกู้บริษัทเอกชนขนาดใหญ่ และกองทุนรวม 2 กองทุน เป็นต้น
3. ผู้ลงทุนจะต้องตระหนักอยู่เสมอว่าผลตอบแทน และราคาของสินทรัพย์ที่ลงทุนมีความอ่อนไหวต่อภาวะแวดล้อมค่อนข้างมากและรวดเร็ว การติดตามและทบทวนการลงทุนอย่างสม่ำเสมอ จึงเป็นสิ่งจำเป็นในการลงทุน เพื่อให้ได้รับผลตอบแทนที่น่าพึงพอใจอย่างสม่ำเสมอ เราอาจจะต้องแบ่งเวลาส่วนตัวในแต่ละวันเพื่อติดตามข้อมูล ข่าวสาร รายงานการวิเคราะห์ หรือบทสัมภาษณ์บุคคลที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ได้รับข้อมูล ข่าวสารที่จะเป็นประโยชน์ ไม่เสียโอกาสในการลงทุน และเพื่อให้ทันต่อการรับมือกับสถานการณ์ที่จะส่งผลกระทบต่อการลงทุน
ที่มา tsi-thailand.org
ไปหน้าแรก เทคนิคการออมและการลงทุน
1. เพราะผลตอบแทนที่มากขึ้นจากการลงทุน จะมาพร้อมกับความเสี่ยงที่มากขึ้นด้วยเสมอ นักลงทุนจะประสบความสำเร็จได้ จึงต้องมีความรู้และมีวินัยในการลงทุน โดยเฉพาะความรู้ความเข้าใจในเรื่องสินทรัพย์หรือหลักทรัพย์ที่จะลงทุน ความเสี่ยง สภาวะเศรษฐกิจ และปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะช่วยขจัดอุปสรรคสำคัญในการลงทุนได้ เพราะความรู้และวินัยเป็นภูมิคุ้มกันที่ดีที่สุด ที่คอยปกป้องเราจากความโลภและความกลัว และจะต้องระลึกอยู่เสมอว่า การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลให้ดีก่อนตัดสินใจลงทุน
2. การกระจายการลงทุนโดยการสร้างกลุ่มสินทรัพย์ลงทุน (Portfolio) จะช่วยลดความเสี่ยงในการลงทุนได้เป็นอย่างดี เช่น หากมีเหตุการณ์ที่มีผลกระทบต่อการทำกำไรของบริษัทที่เราลงทุนไว้ ทำให้บริษัทดังกล่าวไม่สามารถจ่ายเงินปันผลได้ รวมทั้งทำให้ราคาหลักทรัพย์ผันผวน อาจส่งผลให้ผลตอบแทนจากหลักทรัพย์ที่ลงทุนไว้ไม่เป็นไปตามที่คาดหวังการสร้างกลุ่มสินทรัพย์ลงทุน คือ การจัดสรรเงินลงทุนเพื่อลงทุนในสินทรัพย์มากกว่าหนึ่งประเภท เช่น ถ้ามีเงินลงทุนจำนวน 800,000 บาท อาจเลือกลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล ทองคำ หุ้นสามัญของธุรกิจในกลุ่มพลังงานและกลุ่มธนาคาร หุ้นกู้บริษัทเอกชนขนาดใหญ่ และกองทุนรวม 2 กองทุน เป็นต้น
3. ผู้ลงทุนจะต้องตระหนักอยู่เสมอว่าผลตอบแทน และราคาของสินทรัพย์ที่ลงทุนมีความอ่อนไหวต่อภาวะแวดล้อมค่อนข้างมากและรวดเร็ว การติดตามและทบทวนการลงทุนอย่างสม่ำเสมอ จึงเป็นสิ่งจำเป็นในการลงทุน เพื่อให้ได้รับผลตอบแทนที่น่าพึงพอใจอย่างสม่ำเสมอ เราอาจจะต้องแบ่งเวลาส่วนตัวในแต่ละวันเพื่อติดตามข้อมูล ข่าวสาร รายงานการวิเคราะห์ หรือบทสัมภาษณ์บุคคลที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ได้รับข้อมูล ข่าวสารที่จะเป็นประโยชน์ ไม่เสียโอกาสในการลงทุน และเพื่อให้ทันต่อการรับมือกับสถานการณ์ที่จะส่งผลกระทบต่อการลงทุน
ที่มา tsi-thailand.org
ไปหน้าแรก เทคนิคการออมและการลงทุน

คุณเป็นนักลงทุนแบบใด
งานวิจัยของ Marilyn MacGruder Barnwall แห่ง MacGruder Agency แบ่งประเภทของนักลงทุนตามระดับความเสี่ยงที่รับได้ ออกเป็น 2 ประเภท คือ
นอกจากนี้ ยังมีบทวิเคราะห์ของ Bailard, Biehl & Kaiser Five-Way Model (BB&K) ที่แบ่งนักลงทุนออกเป็น 5 ประเภท โดยพิจารณาจากแนวปฏิบัติ ซึ่งสะท้อนออกมาจากความมั่นใจหรือความวิตกกังวลของแต่ละบุคคล
1. นักผจญภัย (Adventurer)
ที่มีความเชื่อมั่นในตัวเองสูง ใช้ชีวิตอยู่กับความไม่แน่นอน และตัดสินใจอย่างหุนหันพลันแล่น
ขาดความรอบคอบจึงลงทุนแบบมุ่งหวังผล
2. พวกเป็นตัวของตัวเอง (Individualist)
มีความเชื่อมั่นในตัวเองสูงเช่นเดียวกับนักผจญภัย แต่จะตัดสินใจอย่างรอบคอบระมัดระวัง โดยพิจารณาอย่างถี่ถ้วน จึงมักลงทุนแบบมุ่งหวังผล ซึ่งจะลงทุนด้วยตนเอง แต่ถ้าไว้ใจให้มืออาชีพจัดการลงทุนให้แล้ว ก็มักจะไม่เข้ามายุ่งเลย
3. ดาราคนดัง (Celebrity)
มักขี้กังวล ชอบตามกระแส กลัวตกข่าวจึงมักตัดสินใจเร็วไม่ค่อยระมัดระวังส่วนใหญ่จึงเป็นลูกค้าของบริษัทนายหน้าค้าหลักทรัพย์มากกว่าจะเป็นลูกค้าของผู้จัดการกองทุน
4. ผู้พิทักษ์ (Guardian)
มีความระมัดระวังรอบคอบ ค่อนข้างจู้จี้มีความวิตกกังวลมาก เป็นคนที่รู้ข้อจำกัดของตัวเอง ไม่ชอบตัดสินใจ จึงมักให้ผู้จัดการกองทุนมืออาชีพช่วยจัดการลงทุน มักลงทุนแบบรอรับผล
5. พวกที่อยู่คาบเส้น (Straight Arrow)
ได้แก่พวกที่ไม่อยู่ในประเภทใดประเภทหนึ่งข้างต้น แต่จะมีลักษณะกลางๆ
ที่มา tsi-thailand.org
ไปที่หน้าแรก การออมและการลงทุน
- นักลงทุนประเภทรอรับผล (Passive Investor) ที่จะหลีกเลี่ยงความเสี่ยงหรือยอมรับความเสี่ยงได้ไม่มากนัก จึงมักจะลงทุนผ่านการจัดการลงทุนโดยมืออาชีพ
- นักลงทุนประเภทมุ่งหวังผล (Active Investor) ที่เห็นว่ามีโอกาสในการลงทุนเสมอ จึงชอบความเสี่ยง และมักจัดการลงทุนด้วยตนเอง
นอกจากนี้ ยังมีบทวิเคราะห์ของ Bailard, Biehl & Kaiser Five-Way Model (BB&K) ที่แบ่งนักลงทุนออกเป็น 5 ประเภท โดยพิจารณาจากแนวปฏิบัติ ซึ่งสะท้อนออกมาจากความมั่นใจหรือความวิตกกังวลของแต่ละบุคคล
1. นักผจญภัย (Adventurer)
ที่มีความเชื่อมั่นในตัวเองสูง ใช้ชีวิตอยู่กับความไม่แน่นอน และตัดสินใจอย่างหุนหันพลันแล่น
ขาดความรอบคอบจึงลงทุนแบบมุ่งหวังผล
2. พวกเป็นตัวของตัวเอง (Individualist)
มีความเชื่อมั่นในตัวเองสูงเช่นเดียวกับนักผจญภัย แต่จะตัดสินใจอย่างรอบคอบระมัดระวัง โดยพิจารณาอย่างถี่ถ้วน จึงมักลงทุนแบบมุ่งหวังผล ซึ่งจะลงทุนด้วยตนเอง แต่ถ้าไว้ใจให้มืออาชีพจัดการลงทุนให้แล้ว ก็มักจะไม่เข้ามายุ่งเลย
3. ดาราคนดัง (Celebrity)
มักขี้กังวล ชอบตามกระแส กลัวตกข่าวจึงมักตัดสินใจเร็วไม่ค่อยระมัดระวังส่วนใหญ่จึงเป็นลูกค้าของบริษัทนายหน้าค้าหลักทรัพย์มากกว่าจะเป็นลูกค้าของผู้จัดการกองทุน
4. ผู้พิทักษ์ (Guardian)
มีความระมัดระวังรอบคอบ ค่อนข้างจู้จี้มีความวิตกกังวลมาก เป็นคนที่รู้ข้อจำกัดของตัวเอง ไม่ชอบตัดสินใจ จึงมักให้ผู้จัดการกองทุนมืออาชีพช่วยจัดการลงทุน มักลงทุนแบบรอรับผล
5. พวกที่อยู่คาบเส้น (Straight Arrow)
ได้แก่พวกที่ไม่อยู่ในประเภทใดประเภทหนึ่งข้างต้น แต่จะมีลักษณะกลางๆ
ที่มา tsi-thailand.org
ไปที่หน้าแรก การออมและการลงทุน
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)

