แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ทองคำ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ทองคำ แสดงบทความทั้งหมด

เทคนิคการบริหารหนี้ หลีกหนีกับดักทางการเงิน

 
“ชีวิตที่ปลอดหนี้” เป็นสิ่งที่ทุกคนปรารถนา แต่ในโลกแห่งความเป็นจริง การประคับประคองตัวไม่ให้เป็นหนี้ในยุคนี้    แสนจะลำบากยากเย็น เพราะไม่ว่าจะเดินไปทางไหนล้วนเจอแต่หนทางสร้างหนี้แบบง่ายๆ ได้รอบด้านทั้งตีนสะพานลอย  บนสถานีรถไฟฟ้า หน้าห้างสรรพสินค้า หรือแม้กระทั่งทางสายโทรศัพท์ หลายคนจึงรู้จักและคุ้นเคยกับหนี้เป็นอย่างดี    เพราะเดี๋ยวนี้ใครๆ ก็พากันกู้ซื้อบ้าน ผ่อนรถ กดเงินสด กู้เงินด่วน หรือรูดบัตรเครดิตกันทั้งนั้น 


         หากจะว่ากันไป... “การเป็นหนี้” ก็ไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตายหรือเป็นเรื่องเสียหายไปซะทั้งหมด และหนี้ก็ไม่ได้มีแต่่แง่มุมในด้านลบเท่านั้น หากแต่แง่บวกของหนี้ก็ยังมีเช่นกัน ถ้าเรารู้จักเป็นหนี้ให้ถูกวิธี หนี้ก็อาจจะกลายเป็นเครื่องมือสร้างความมั่งคั่ง ร่ำรวยให้กับเราได้   


หนี้ในโลกนี้จึงมีทั้ง “หนี้ดี” และ “หนี้ไม่ดี” ซึ่งกุญแจสำคัญในการแยกหนี้ดีและหนี้ไม่ดี  ออกจากกัน ก็คือ “วัตถุประสงค์ของการก่อหนี้”  และ “ผลลัพธ์ที่เกิดจากการก่อหนี้”  ของบุคคลนั้น

            แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่า... ภาระหนี้ ในปัจจุบันของเรานั้น เป็น “หนี้ดี” หรือ  “หนี้ไม่ดี” 
 คำตอบง่ายๆ หมั่นท่องจำไว้ว่า...

         สิ่งที่จะเรียกว่าเป็น “หนี้ดี” ได้นั้น จะต้องทำให้เรามั่งคั่งขึ้น กล่าวคือมีรายได้ หรือ ทรัพย์สินเพิ่มขึ้น และที่สำคัญ   ต้องไม่กระทบต่อสภาพคล่องในการดำรงชีวิตประจำวัน หากตกเรื่องความมั่งคั่ง หรือสภาพคล่องข้อใดข้อหนึ่งไป จะถือว่าหนี้นั้นเป็น “หนี้ไม่ดี” ทันท

         ตัวอย่างเช่น
         นายเอกกู้เงินซื้อบ้านเพื่ออยู่อาศัย 1 หลัง แม้ว่านายเอกจะต้องจ่ายค่าผ่อนบ้านเป็นประจำทุกเดือน แต่นายเอก ก็มีความมั่งคั่งเพิ่มขึ้นจากการค่อยๆ สะสมความเป็นเจ้าของ (เงินต้นที่ไปหักหนี้ออกทุกเดือน) รวมไปถึงมูลค่าบ้านและ   ที่ดินที่สูงขึ้นตามเวลา อย่างนี้ถือว่าการซื้อบ้านสามารถสร้างความมั่งคั่งให้กับนายเอกได้
   คำถามต่อมาจึงอยู่ที่ว่า... จำนวนเงินผ่อนรายเดือนทำให้นายเอกมีปัญหาสภาพคล่องหรือเปล่า? ถ้าซื้อบ้านแล้วไม่มีปัญหาสภาพคล่อง ก็จะว่าถือว่าบ้านหลังนี้เป็นหนี้ดี แต่ถ้าส่งบ้านแล้วทำให้เงินไม่พอใช้ อย่างนี้ก็ถือเป็นหนี้ไม่ดี

         หรือหาก น.ส.บีม กู้เงินมาเรียนต่อปริญญาโท ด้วยเหตุที่ว่าการศึกษาต่อทำให้คนเรามีวิชาความรู้เพิ่มขึ้น และมีแนวโน้ม   ที่จะทำให้มั่งคั่งได้ในอนาคต ดังนั้น การจะพิจารณาว่าการกู้ยืมเพื่อการศึกษาสร้างหนี้ดีหรือไม่ดี ก็ให้ดูที่ความสามารถ   ในการผ่อนชำระคืนเช่นกัน
   สุดท้ายเป็นตัวอย่างสุดคลาสสิค นั่นคือ การกู้เงินซื้อรถยนต์ หากพิจารณาจากเกณฑ์ความมั่งคั่งจะพบว่า... 
   การซื้อรถยนต์นั้น จัดเป็นหนี้ไม่ดีทันที เพราะภายหลังจากเราถอยรถออกจากโชว์รูมหรือเต้นท์ ไม่มีทางเลยที่มูลค่ารถยนต์ ของเราจะเพิ่มขึ้น มีแต่เสื่อมลงเรื่อยๆ   แต่สำหรับกรณีของรถยนต์นั้น อาจต้องพิจารณาให้ลึกซึ้งขึ้นอีกนิด เพราะแม้ว่ามูลค่าของรถจะไม่มีทางเพิ่มขึ้น ต่หากการซื้อรถทำให้ค่าใช้จ่ายในการเดินทางของเราลดลง (ค่าใช้จ่ายในการผ่อนชำระ ค่าน้ำมัน และค่าดูแลรักษา  น้อยกว่า ค่าเดินทางที่ต้องจ่ายอยู่เดิม) หรือหากการมีรถยนต์ทำให้เราสามารถรับงานพิเศษที่สร้างรายได้ให้มากขึ้นได้   เพียงพอที่จะจัดการกับค่าใช้จ่าย และทำให้มีเงินเหลือออมมากขึ้น อย่างนี้การซื้อรถยนต์ก็สามารถสร้างความมั่งคั่ง  ให้เราได้เช่นกัน 

         จะเห็นว่าแนวคิดเรื่อง “หนี้ดี” และ “หนี้ไม่ดี” ค่อนข้างต้องอาศัยการไตร่ตรองที่ลึกซึ้งมากกว่าที่จะใช้เกณฑ์ใดๆ  ตัดสินตายตัว เพราะท้ายที่สุดแล้ว... เชื่อว่าคงไม่มีคำตอบที่ถูกต้องที่สุดสำหรับปัญหาทางการเงิน มีเพียงคำตอบที่  เฉพาะเจาะจงสำหรับแต่ละบุคคลเท่านั้น ที่สำคัญที่สุดก็คือ เราต้องสามารถพินิจพิเคราะห์โจทย์ปัญหาทางการเงินของเราได้เอง และแก้ปัญหาอย่างมีวิจารณญาณ นั่นต่างหากคือหนทางที่จะทำให้เราอยู่รอดปลอดภัยจากปัญหาทางการเงินได้

         ทางที่ดี... ถ้ายังไม่เป็นหนี้ ก็อย่าพยายามสร้างหนี้ แต่เมื่อหลวมตัวเป็นหนี้ไปแล้ว ก็พยายามควบคุมหนี้ทุกประเภท อย่าให้เกิน 50% ของรายได้ อย่าลืมว่าในแต่ละเดือนคุณยังต้องกินต้องใช้ หากสร้างหนี้กองพะเนินเอาไว้แล้ว คุณจะเอาเงินที่ไหนใช้จ่ายเพื่อดำรงชีวิต
         โดยสรุป “การมีหนี้” ไม่ใช่ปัญหาหรืออุปสรรคที่ทำให้คนเราไม่ร่ำรวย เพราะในโลกนี้มีทั้งหนี้ที่สร้างสรรค์คุณภาพชีวิต ไม่เป็นพิษเป็นภัยกับสุขภาพทางการเงิน (หนี้ดี) และหนี้ที่ไม่สร้างสรรค์ แถมบั่นทอนสุขภาพทางการเงิน (หนี้ไม่ดี) ต่ปัญหาอยู่ที่ว่า... เราเลือกสร้างหนี้ประเภทไหนให้กับชีวิตของเราต่างหาก

         มาถึงตรงนี้... ลองสำรวจตัวเองดูสักนิดว่าตอนนี้คุณมีหนี้อยู่หรือไม่? “ถ้ามี” จัดเป็นหนี้ประเภทใดมากกว่ากัน ระหว่างหนี้ดีกับหนี้ไม่ดี ถ้าคำตอบ คือ ไม่มีหนี้หรือมีแต่หนี้ดี ก็ต้องขอแสดงความยินดีด้วยและทำนายได้เลยว่า    คุณมีสิทธิที่จะมั่งคั่งได้ในอนาคต แต่ถ้าคุณมีหนี้และเป็นหนี้ไม่ดีด้วยละก็ บอกไว้เลยว่า “ความมั่งคั่ง” กับชีวิตของคุณยังคงเป็นเพียงเส้นขนาน

ที่มา tsi-thailand.org

ไปหน้าแรก  เทคนิคการลงทุน

5 เทคนิคเด็ด ๆ ซื้อทองอย่างไรให้รวย

 

5 เทคนิคเด็ด ๆ ซื้อทองอย่างไรให้รวย
ทองคำ เป็นสัญลักษณ์แห่งความมั่งคั่ง นอกจากทองคำจะสามารถนำมาสวมใส่เป็นเครื่องประดับแล้ว หลายคนยังนิยมซื้อทองคำเพื่อการลงทุน แต่ใช่ว่า ทุกคนที่ลงทุนทองคำจะได้กำไร เพราะหากลงทุนผิดจังหวะ หรือผิดวิธีก็อาจขาดทุนได้ เราจึงมี 5 เทคนิคซื้อทองให้รวยมาฝากกันค่ะ
การลงทุนทองคำ
1. เลือกผลิตภัณฑ์การลงทุนให้เหมาะกับตัวเอง หากต้องการลงทุนทองคำ ปัจจุบันมีเครื่องมือในการลงทุนหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นทองคำแท่ง ทองรูปพรรณ กองทุนทองคำ และ Gold Futures
ทองคำแท่งนับเป็นรูปแบบการลงทุนที่หลายคนคุ้นเคย โดยเหมาะกับผู้ที่ต้องการลงทุนทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ส่วนทองรูปพรรณอาจไม่เหมาะกับการลงทุนมากนัก เพราะทองรูปพรรณมีการคิดค่ากำเหน็จ ซึ่งจะทำให้กำไรจากการลงทุนลดน้อยลงไปได้ แต่ก็มีข้อดีคือ สามารถนำมาสวมใส่เป็นเครื่องประดับ ข้อควรระวังหลักของการลงทุนทองคำแท่งและทองรูปพรรณคือ การเก็บรักษา เพราะมีความเสี่ยงที่ทรัพย์สินจะสูญหายได้
ส่วนกองทุนทองคำนั้นเป็นรูปแบบการลงทุนที่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะสามารถซื้อขายได้ง่าย ไม่ว่าจะซื้อผ่านธนาคารที่เป็นตัวแทนของบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน หรือผ่านอินเทอร์เน็ต อีกทั้งยังปลอดภัยไม่ต้องกังวลเรื่องการเก็บรักษา และมีโอกาสได้รับเงินปันผล (กรณีที่กองทุนมีนโยบายจ่ายเงินปันผล) โดยการลงทุนกองทุนทองคำเหมาะกับนักลงทุนทั้งระยะสั้นและระยะยาว ส่วน Gold Futures หรือสัญญาซื้อขายทองคำล่วงหน้า จัดเป็นการลงทุนทองคำที่มีความเสี่ยงสูงที่สุดในการลงทุนทองคำทั้ง 4 รูปแบบ เนื่องจากเป็นการลงทุนในสัญญาอนุพันธ์ที่ราคาของ Gold Futures จะเปลี่ยนแปลงตามราคาทองคำ เมื่อราคาทองคำมีการเคลื่อนไหว ราคาของ Gold Futures จะเปลี่ยนแปลงในสัดส่วนที่มากกว่า โดยสามารถทำกำไรได้ทั้งในช่วงราคาทองคำเป็นขาขึ้นและขาลง และเหมาะกับนักเก็งกำไรระยะสั้น
2. ตั้งเป้าหมาย การลงทุนทองคำอาจแบ่งได้เป็นการลงทุนระยะสั้นและระยะยาว ในการลงทุนระยะสั้น การติดตามแนวโน้มทางเทคนิคของราคาทองคำเป็นสิ่งสำคัญ หากราคาทองคำมีแนวโน้มเป็นขาขึ้น เรายังคงสามารถถือลงทุนทองคำต่อได้ แต่หากราคามีแนวโน้มเป็นขาลง หรือหลุดแนวรับสำคัญทางเทคนิค เราอาจจะต้องตัดใจขายทองคำในราคาที่ขาดทุนออกไปก่อน เพราะหากถือต่อไปจะทำให้ไม่มีเงินสด เพื่อซื้อลงทุนรอบใหม่ได้ ส่วนผู้ที่ตั้งใจลงทุนระยะยาว หากราคาทองคำปรับตัวขึ้น ก็ต้องตั้งมั่นและถือทองคำให้ได้ตามเป้า โดยไม่รีบขายทองคำออกไป ส่วนเมื่อราคาทองคำปรับลดลง ก็เป็นโอกาสดีที่เราจะได้ซื้อทองคำในราคาที่ถูกลง อีกหนึ่งเทคนิคที่ผู้ลงทุนทองคำระยะยาวควรใช้คือ การซื้อทองคำอย่างสม่ำเสมอเป็นประจำทุกเดือน (Dollar Cost Averaging) เพื่อถัวเฉลี่ยราคา และลดความเสี่ยงจากการลงทุนได้ค่ะ
3. กำหนดสัดส่วนเงินลงทุนในทองคำ แม้หลายคนจะรู้สึกว่า ทองคำเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย สามารถทยอยซื้อสะสมได้อย่างต่อเนื่อง แต่จริงๆ แล้ว ทองคำถือเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ประเภทหนึ่ง ซึ่งนับว่ามีความเสี่ยงที่สูง ดังนั้น สัดส่วนเงินที่ลงทุนในทองคำควรมีไม่เกิน 5-10% ของเงินลงทุน หากเราไม่ได้มีการกันเงินเพื่อลงทุนในทองคำอย่างชัดเจน อาจทำให้มีสัดส่วนเงินลงทุนในทองคำมากจนเกินไป ซึ่งทำให้พอร์ตลงทุนของคุณมีความเสี่ยงสูงกว่าที่คาดไว้
4. ติดตามข่าวสารข้อมูล หลากหลายปัจจัยที่มีผลกับการขึ้นลงของราคาทองคำ เช่น การเคลื่อนไหวของค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ภาวะเศรษฐกิจโลก ความต้องการใช้ทองคำเพื่อเป็นเครื่องประดับ แนวโน้มทางเทคนิคของราคาทองคำ เป็นต้น หากคิดอยากลงทุนทองคำให้ได้กำไร เราควรติดตามปัจจัยต่าง ๆ ที่มีผลกับราคาทองคำอย่างใกล้ชิด เพื่อเพิ่มโอกาสในการสร้างกำไรค่ะ
5. ปรึกษาผู้รู้ แม้เราจะรู้สึกคุ้นเคยกับการลงทุนทองคำ แต่ปัจจุบันราคาทองคำเคลื่อนไหวผันผวน ยิ่งใครที่ลงทุนทองคำในช่วงนี้ จะรู้สึกว่าทำกำไรจากทองคำได้ยากขึ้น ดังนั้น การปรึกษาหรือสอบถามกับผู้มีความรู้เรื่องการลงทุนทองคำจะช่วยให้เราทำกำไรจากทองคำได้ง่ายขึ้น

มูลค่าทองคำคืออะไร?

 

มูลค่าทองคำคืออะไร? มูลค่าของทองคำขึ้นอยู่เพียงแค่ว่าคนๆหนึ่งยอมที่จะจ่ายเงินเท่าไรสำหรับมัน


มูลค่าทองคำ

ทองคำ ถือเป็นสินทรัพย์ที่เป็นที่ต้องการสำหรับคนทั่วไปโดยเฉพาะอย่างยิ่งในฐานะหลักประกันสำหรับเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันหรือในช่วงเศรษฐกิจตกต่ำ คุณสมบัติอีกอย่างของทองคำที่รู้กันดีก็คือเป็นเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงจากสภาวะเงินเฟ้อ เนื่องจากราคาทองคำนั้นไม่ค่อยจะมีความสัมพันธ์กับการขึ้นลงของราคาสินทรัพย์ประเภทอื่นเท่าไรนัก ทองคำจึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่นักลงทุนควรจะมีไว้ในพอร์ตโฟลิโอเพื่อช่วยให้การจัดสรรการลงทุน (Asset allocation) ของพอร์ตโฟลิโอได้ดียิ่งขึ้น สำหรับการลงทุนในทองคำผ่านกองทุนทองคำนั้น เราคิดว่าเป็นทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจเพราะเป็นช่องทางการลงทุนที่มีค่าใช้จ่ายค่อนข้างต่ำและมีสภาพคล่องสูง


เราสามารถประเมินค่าของบางอย่างที่ไม่มีมูลค่า(ที่แท้จริง)เลยได้อย่างไร?
จริงๆแล้วทองคำนั้นไม่มีมูลค่าที่แท้จริง (Intrinsic value)
ทองคำไม่สามารถผลิตรายได้หรือสร้างกระแสเงินสดที่สามารถจ่ายให้กับนักลงทุนได้เช่นเดียวกับหุ้น ในขณะเดียวกัน มันก็ไม่สามารถที่จะจ่ายดอกเบี้ยในอัตราคงที่หรือลอยตัวได้เช่นเดียวกับหุ้นกู้  ทฤษฎีทางการเงินได้บอกไว้ว่ามูลค่าที่แท้จริงของหลักทรัพย์ มีค่าเทียบเท่ากับมูลค่าปัจจุบันที่คำนวณจากการคิดลดกระแสเงินสดที่บริษัทผู้ออกหลักทรัพย์จะสามารถหาได้ในอนาคต หากมองย้อนกลับมาที่ทองคำเราจะพบว่าทองคำนั้นไม่สามารถผลิตกระแสเงินสดในอนาคตเพื่อที่จะนำมาคิดลดหามูลค่าที่แท้จริงได้ สุดท้ายแล้วทองคำอาจเรียกได้ว่าเป็นเครื่องมือในการเก็งกําไรอย่างแท้จริง มูลค่าของทองคำขึ้นอยู่เพียงแค่ว่าคนๆหนึ่งยอมที่จะจ่ายเงินเท่าไรสำหรับมัน
หลักการลงทุนเพื่อเก็งกำไรในทองคำไม่ได้แตกต่างไปจากสินค้าโภคภัณฑ์ชนิดอื่นๆเช่น น้ำมัน หรือ ข้าวสาลี แต่สิ่งที่ทำให้ทองคำแตกต่างจากสินค้าเหล่านั้นคือ การนำเอาทองคำไปใช้จริงๆนั้นมีน้อยมาก ทองคำไม่สามารถให้พลังงานเชื้อเพลิงกับรถยนต์เหมือนน้ำมัน หรือให้สารอาหารโภชนาการเหมือนกับข้าวสาลี  หากนำข้อมูลจากสมาพันธ์ทองคำโลก (World Gold Council) มาอ้างอิงจะพบว่า แค่ 12% ของความต้องการทองคำในปัจจุบัน มาจากการเอาทองคำไปประยุกต์ใช้ เช่น ในอุตสาหกรรมทันตกรรมหรืออิเล็คโทรนิกส์ ส่วนความต้องการหลักประมาณ 59% มาจากอุตสาหกรรมเครื่องประดับโดยเฉพาะในประเทศอินเดียและจีนที่มาแรงในด้านการบริโภคที่เพิ่มมากขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ในขณะที่ 29% ที่เหลือมาจากความต้องการของนักลงทุน ซึ่งความต้องการทองคำจากฝั่งนักลงทุนเองนั้นก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากในอดีต ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะตัวนักลงทุนเองมีความกังวลเกี่ยวกับค่าของสกุลเงินต่างๆ ประกอบกับการที่นักลงทุนสามารถเข้าถึงการซื้อขายทองคำได้สะดวกขึ้นอันเนื่องมาจากการเพิ่มขึ้นของกองทุนทองคำในช่วงที่ผ่านมานั่นเอง 
ขณะที่ความต้องการใช้ทองคำเพื่ออุตสาหกรรมและการค้าดูจะเป็นไปตามวงจรของธุรกิจ แต่ความต้องการลงทุนในทองคำกลับอยู่ในขาขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ส่งผลให้ราคาทองคำอยู่ในขาขึ้นระดับที่เรียกว่าอาจจะสูงเกินไป ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่านักลงทุนสามารถเข้าถึงการซื้อขายทองคำได้ง่ายขึ้น ประกอบกับค่านิยมที่ว่าทองคำนั้นเป็นสินทรัพย์ที่ปลอดภัย (safe-haven) นอกจากนี้ การที่หลายๆประเทศมีการก่อหนี้เพิ่มขึ้นจนทำให้งบดุลของประเทศขยายขึ้นอย่างเห็นได้ชัด รวมไปถึงการใช้นโยบายทางการเงินกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องในช่วงไม่นานมานี้ ยิ่งเป็นตัวสนับสนุนให้เห็นว่าทองคำนั้นคือสกุลเงินที่แท้จริงของโลกและมูลค่าของมันมีแต่จะเพิ่มขึ้น หากจะให้บอกว่าราคาทองในอนาคตจะเพิ่มขึ้นหรือลดลงนั้นเป็นเรื่องที่ยากจะคาดเดา แต่สิ่งหนึ่งที่เราบอกได้เลยก็คือ กองทุนทองคำซึ่งมีการถือทองคำจริงๆนับเป็นช่องทางที่ดีสำหรับนักลงทุนหรือแม้แต่นักเก็งกำไรที่จะมีโอกาสทำประโยชน์จากทองคำ
ดัชนีราคาทองคำ (The Golden Benchmark) 
กองทุนทองคำ (Exchange traded product: ETP) เป็นกองทุนที่ถือสินทรัพย์ในรูปของทองคำจริงๆ (physical gold) และมีเป้าหมายที่จะสร้างผลตอบแทนตามความเคลื่อนไหวของราคาทองคำแท่งในตลาด (Spot price) หักด้วยค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน กองทุนประเภทนี้ส่วนใหญ่แล้วจะใช้ดัชนีราคาทองคำอ้างอิงจาก London Gold Fixing ซึ่งจะมีการประกาศราคาทองคำวันละ 2 ครั้ง คือเวลา 10:30 น. และ15:00 น. ตามเวลาในประเทศอังกฤษ (16:30 น. และ 21.00 น. ตามเวลาประเทศไทยในช่วงDaylight saving) ราคานี้จะถูกแสดงในรูปแบบของดอลลาร์สหรัฐต่อทองคำน้ำหนัก 1 ทรอยออนซ์ (troy ounce) ซึ่งเป็นหน่วยวัดน้ำหนักของทองคำมาตรฐานที่ทั่วโลกนิยมใช้ ราคาปิดจาก London Gold Fixing นี้เองที่จะนำมาใช้ในการคำนวณราคาที่ใช้ชำระของสัญญาซื้อขายทองระหว่างสมาชิกในตลาดทองคำ
อย่างไรก็ตามนักลงทุนควรจะทำความเข้าใจเกี่ยวกับกองทุนทองคำ ETP เสียก่อน เนื่องจากกองทุนนี้เป็นกองทุนที่มีในต่างประเทศเป็นส่วนใหญ่แต่สำหรับในประเทศไทยนั้นกองทุนทองคำส่วนมากยังคงเป็นกองทุนประเภท Fund of funds ที่ไปเน้นลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุน SPDR Gold Trust อีกทีหนึ่ง มิใช่กองทุนที่ลงทุนในทองคำโดยตรง
กองทุนทองคำ (Gold in ETPs)
หากจะเปรียบเทียบกองทุนที่ลงทุนในทองคำแล้ว เราเชื่อว่ากองทุนส่วนใหญ่นั้นมีทางเลือกอยู่ไม่มากมายนักสำหรับการลงทุนในทองคำจริงๆ แต่สิ่งที่จะสร้างความแตกต่างได้ชัดเจนน่าจะอยู่ที่ค่าใช้จ่ายของกองทุนเสียมากกว่า (Total Expense Ratio: TERs) ซึ่งค่าใช้จ่ายนี้เองที่จะเป็นตัวแปรสำคัญที่นักลงทุนจะต้องตัดสินใจเลือกกองทุนที่จะลงทุนในทองคำและสร้างผลตอบแทนที่สูงกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับกองทุนอื่นๆในระยะยาว นอกจากค่าใช้จ่ายกองทุนแล้ว กองทุนทองคำในบ้านเรายังใช้นโยบายบ้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนไม่เหมือนกันด้วย ดังนั้นนักลงทุนควรจะทำความเข้าใจเกี่ยวกับนโยบายการลงทุนของแต่ละกองทุนทองคำให้ละเอียดก่อนเสมอ เพราะถึงแม้ว่ากองทุนทองคำบ้านเราจะไปลงทุนในกองทุน SPDR Gold Trust ที่เดียวเหมือนกันหมด แต่อาจให้ผลตอบแทนที่ต่างกันได้

วันนี้ (5ม.ค.56) ทองขึ้น 200 บาทรูปพรรณขายออก 24,400 บาท

 

ทองคำ

วันนี้ (5ม.ค.56) สมาคมค้าทองคำรายงานราคาทองคำ 96.5% ประจำวันที่ 5 ม.ค.2556 เวลา 08:51 น. (ครั้งที่ 1) ทองคำแท่งรับซื้อคืนบาทละ 23,900 บาท ขายออก 24,000 บาททองคำรูปพรรณรับซื้อคืนบาทละ 23,558.64 บาท ขายออก 24,400 บาท

ทั้งนี้ ราคาทองคำปรับเพิ่มขึ้น 200 บาท เมื่อเทียบปิดตลาดวานนี้ (4 ม.ค.) 

ทองคำลดฮวบตามตลาดโลกบาทละ 450

 

ราคาทองคำลดฮวบตามตลาดโลกบาทละ 450 ทองแท่งขาย 23,850 บาท ทองรูปพรรณขาย 24,250 บาท

ทองคำ

เมื่อวันที่ 4 ม.ค.56 สมาคมค้าทองคำประกาศราคาทองประจำวัน เมื่อเวลา 09.27 น. ทองคำแท่งรับซื้อบาทละ 23,750.00 ขายบาทละ 23,850.00 ส่วนราคาทองรูปพรรณรับซื้อบาทละ 23,407.04 ขายบาทละ 24,250.00


ทั้งนี้ ราคาทองได้ปรับตัวลดลงจากราคาที่ประกาศไว้เมื่อวานนี้ ถึงบาทละ 450 โดยเป็นการปรับตัวลดลงตามสถานการณ์ราคาทองคำในตลาดโลก


ด้านบทวิเคราะห์ บล.โกลเบล็ก ระบุว่า ในคืนที่ผ่านมาราคาทองคำปรับตัวลดลงหลังสหรัฐเผยยอดจ้างงานภาคเอกชนที่ออกมาเพิ่มขึ้น 215,000 ตำแหน่งซึ่งดีกว่าที่ตลาดคาดไว้ที่ 134,000 ตำแหน่ง นอกจากนี้รายงานการประชุมประจำเดือนธ.ค.เฟด บางคนมองว่าเฟดควรชะลอ หรือยุติการซื้อสินทรัพย์(QE3และQE4)ก่อนสิ้นปีนี้ เนื่องจากงบดุลที่อ่อนแอของเฟดในตอนนี้ส่งผลให้มีแรงขายออกมาเพิ่มเติมในราคาทองคำ ดังนั้นมองว่า ในวันนี้ราคาทองคำเริ่มกลับเข้าสู่ขาลงอีกครั้งหลังจากปรับตัวหลุดแนวรับที่ $1,670/Oz ลงมา 


ที่มา:  TNN24

eBook ยอดนิยม