แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ วางแผนการเกษียณ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ วางแผนการเกษียณ แสดงบทความทั้งหมด

เกษียณสุข: เตรียมตัวอย่างไรให้มีเงินใช้ตลอดชีวิต?

 

 

เกษียณสุข

เกษียณสุข: เตรียมตัวอย่างไรให้มีเงินใช้ตลอดชีวิต?

      การทำงานหนักในวันนี้ก็เพื่อชีวิตที่ดีขึ้นในวันพรุ่งนี้ และที่สำคัญที่สุดคือเพื่อ "ชีวิตที่สุขสบายในวัยเกษียณ" ครับ หลายคนฝันถึงการเกษียณที่มีความสุข ไม่ต้องทำงานหนัก มีเงินใช้จ่ายอย่างพอเพียง ได้ทำในสิ่งที่รัก และไม่เป็นภาระของลูกหลานครับ แต่การจะไปถึงจุดนั้นได้ ต้องอาศัยการเตรียมตัวที่ดีและวางแผนอย่างรอบคอบครับ

วันนี้เราจะมาเจาะลึกถึงแนวทางและเคล็ดลับว่า "เกษียณสุข: เตรียมตัวอย่างไรให้มีเงินใช้ตลอดชีวิต?" เพื่อให้คุณผู้ชมทุกคนสามารถวางแผนเกษียณได้อย่างมั่นใจ และมีชีวิตหลังเกษียณตามที่ฝันไว้ครับ

ทำไมต้องวางแผนเกษียณ?

1.         อายุยืนยาวขึ้น: ด้วยความก้าวหน้าทางการแพทย์ ทำให้เรามีชีวิตยืนยาวขึ้น หมายถึงต้องมีเงินใช้จ่ายนานขึ้น

2.         ค่าครองชีพสูงขึ้น: เงินเฟ้อทำให้ข้าวของแพงขึ้นเรื่อยๆ เงินเก็บในวันนี้ อาจมีมูลค่าลดลงในอนาคต

3.         ไม่มีรายได้ประจำ: เมื่อเกษียณ รายได้หลักจากการทำงานจะหายไป จึงต้องมีเงินสำรองไว้ใช้

4.         ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ: เมื่ออายุมากขึ้น ค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาลมักจะสูงขึ้น

5 ขั้นตอนสู่ "เกษียณสุข" ที่มีเงินใช้ตลอดชีวิต

ขั้นตอนที่ 1: กำหนด "เป้าหมาย" เกษียณของคุณให้ชัดเจน

·        อยากเกษียณเมื่อไหร่? (เช่น 55 ปี, 60 ปี)

·        อยากมีชีวิตหลังเกษียณแบบไหน? (เช่น ใช้ชีวิตเรียบง่าย, ท่องเที่ยว, ทำงานอดิเรก)

·        ประมาณการ "ค่าใช้จ่ายรายเดือน" หลังเกษียณ: ลองประเมินว่าหลังเกษียณคุณอยากใช้เงินเท่าไหร่ต่อเดือน (เช่น 20,000 บาท, 30,000 บาท) อย่าลืมเผื่อเงินเฟ้อและค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ

·        คำนวณ "เงินก้อนที่ต้องมี" ตอนเกษียณ: ใช้สูตรคร่าวๆ เช่น รายจ่ายต่อเดือน x 12 เดือน x จำนวนปีที่คาดว่าจะใช้ชีวิตหลังเกษียณ (เช่น ถ้าต้องการใช้เดือนละ 20,000 บาท และคาดว่าจะอยู่ถึง 80 ปี (เกษียณ 60 ปี = 20 ปี) คุณต้องมีเงิน 20,000 x 12 x 20 = 4.8 ล้านบาท) อาจจะบวกเงินเฟ้อเข้าไปด้วย

ขั้นตอนที่ 2: ประเมิน "แหล่งรายได้" หลังเกษียณ

คุณมีแหล่งรายได้อะไรบ้างที่จะใช้ในวัยเกษียณ?

·        เงินจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD): หากเป็นพนักงานบริษัท

·        เงินจากประกันสังคม: เบี้ยบำนาญชราภาพ

·        เงินจากกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) / SSF: ที่คุณลงทุนไว้

·        เงินบำนาญจากประกันชีวิต: หากคุณทำประกันบำนาญไว้

·        เงินจากการลงทุนอื่นๆ: เช่น หุ้น, กองทุนรวม, อสังหาริมทรัพย์ที่สร้างค่าเช่า

·        เงินออมส่วนตัว: เงินฝากธนาคาร

ขั้นตอนที่ 3: เริ่ม "ออมและลงทุน" อย่างสม่ำเสมอ

เมื่อรู้ว่าต้องมีเงินเท่าไหร่ และมีเงินจากแหล่งใดบ้าง ก็จะเห็น "ส่วนต่าง" ที่ต้องหาเพิ่ม

·        เริ่มต้นแต่เนิ่นๆ: ยิ่งเริ่มเร็วเท่าไหร่ "พลังดอกเบี้ยทบต้น" ก็จะยิ่งทำงานได้เต็มที่ ทำให้คุณใช้เงินลงทุนน้อยลง แต่ได้ผลตอบแทนมากขึ้น

·        ออมให้สม่ำเสมอ: กำหนดเป้าหมายการออมต่อเดือน และทำให้เป็นวินัย หักเงินออมอัตโนมัติก่อนใช้จ่าย

·        ลงทุนให้ถูกประเภท:

o   ช่วงอายุน้อย (20s-30s): เน้นลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงขึ้นได้ เช่น กองทุนรวมหุ้น, หุ้น เพื่อสร้างผลตอบแทนที่สูงขึ้น

o   ช่วงวัยกลางคน (40s): เริ่มปรับพอร์ต ลดความเสี่ยงลงบ้าง แต่ยังคงลงทุนเพื่อให้เงินเติบโต

o   ช่วงใกล้เกษียณ (50s): เน้นรักษาสภาพคล่องและเงินต้น ย้ายเงินไปลงทุนในสินทรัพย์ที่ปลอดภัย เช่น ตราสารหนี้, พันธบัตร, กองทุนตลาดเงิน

·        ใช้เครื่องมือลดหย่อนภาษี: RMF, SSF, ประกันบำนาญ, PVD เพื่อให้ได้ประโยชน์สองต่อ ทั้งออมเพื่อเกษียณและลดภาระภาษี

ขั้นตอนที่ 4: วางแผน "บริหารความเสี่ยง"

·        ประกันสุขภาพ: สำคัญมาก! เมื่ออายุมากขึ้น ค่ารักษาพยาบาลก็จะสูงขึ้น ควรมีประกันสุขภาพที่คุ้มครองตลอดชีวิต และมีวงเงินคุ้มครองสูง

·        ประกันชีวิต: หากคุณมีภาระที่ต้องดูแล ควรมีประกันชีวิตเพื่อเป็นหลักประกันให้คนข้างหลัง

·        เงินสำรองฉุกเฉิน: ยังคงจำเป็น แม้จะเกษียณแล้วก็ตาม

ขั้นตอนที่ 5: หมั่น "ทบทวนแผน" และ "ปรับเปลี่ยน"

·        ทบทวนอย่างน้อยปีละครั้ง: ตรวจสอบว่าเงินออมเป็นไปตามเป้าหมายหรือไม่

·        ปรับแผนตามสถานการณ์: หากเป้าหมายเปลี่ยนไป (เช่น อยากเกษียณเร็วขึ้น), รายได้เปลี่ยน, หรือผลตอบแทนจากการลงทุนไม่เป็นไปตามคาด ก็ต้องปรับแผนการออมและการลงทุนให้เหมาะสม

·        ศึกษาหาความรู้เพิ่มเติม: เรียนรู้เรื่องการลงทุน, การบริหารเงิน เพื่อให้คุณตัดสินใจได้ดีขึ้น

บทสรุป: เกษียณสุข เริ่มต้นที่การลงมือทำ

      "เกษียณสุข" ไม่ใช่แค่ความฝัน แต่เป็นสิ่งที่คุณสามารถสร้างให้เกิดขึ้นได้จริง ด้วยการวางแผนที่ดีและลงมือทำอย่างสม่ำเสมอตั้งแต่วันนี้

อย่ารอช้าที่จะเริ่มต้นนะครับ การเตรียมตัวตั้งแต่อายุน้อยจะช่วยให้คุณมีทางเลือกทางการเงินที่มากขึ้น และสามารถใช้ชีวิตในวัยเกษียณได้อย่างอิสระ มีความสุข และไม่ต้องกังวลเรื่องเงินอีกต่อไปครับ!

เงินฝากฟรี! ประกันฯ ดอกเบี้ยสูง 3.00% เงินฝากอุ่นใจวัยเกษียณ

 

การออมเงิน: ธนาคารอาคารสงเคราะห์ หรือ ธอส. ออกโปรโมชั่นเงินฝากประจำ ดอกเบี้ยสูง ต้นปี 2556 กับ เงินฝากอุ่นใจวัยเกษียณ ให้ดอกเบี้ยสูง + แถมฟรีประกันอุบัติเหตุ / ประกันสุขภาพ

เงินฝากอุ่นใจวัยเกษียณ


อัตราดอกเบี้ย : ดอกเบี้ยเงินฝากประจำ 12 เดือน ตามประกาศธนาคาร + เพิ่มอีก 0.25%
ณ. 1/02/56 เท่ากับ 2.75% + 0.25% = 3.00% ต่อปี
ระยะเวลารับฝาก : ตั้งแต่ วันนี้ – 30 มิถุนายน 2556
ระยะเวลาการฝาก : เป็นเงินฝากประจำ 12 เดือน
สาขาที่รับฝาก : ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ทุกสาขา ทั่วประเทศ

จุดเด่น :
-เปิดบัญชีเงินฝากไม่น้อยกว่า 100,000 บาท “ไม่น่าจะเป็นปัญหา สำหรับคนวัยเกษียณ ที่มีบำเหน็จ”
-ฝากเพิ่ม ครั้งต่อไป ไม่น้อยกว่าครั้งละ 10,000 บาท
-จ่ายดอกเบี้ย ทุก 15 วัน
-มั่นคง ปลอดภัย สบายใจหายห่วง เพราะเป็นธนาคารของรัฐ
-รับฟรี! ความคุ้มครองประกันอุบัติเหตุ (ฝากครั้งแรก < < 500,000 บาท)
-รับฟรี! ความคุ้มครองประกันสุขภาพ (ฝากครั้งแรก >> 500,000 บาทขึ้นไป)
-ความคุ้มครอง ตามวงเงินที่เปิดบัญชีเงินฝากครั้งแรก (ไม่นับรวมวงเงินที่ฝากเพิ่ม) ระยะเวลาความคุ้มครอง 1 ปี หลังจากที่เปิดบัญชี

จุดที่ต้องพิจารณา :
-สำหรับลูกค้าประเภทบุคคลธรรมดา อายุตั้งแต่ 55 ปี บริบูรณ์ขึ้นไป
-สาขาที่ให้บริการ ค่อนข้างน้อย
-เป็นเงินฝากประจำ ที่มีระยะเวลา 12 เดือน “เงินที่จะนำมาฝาก ต้องเป็นเงินเย็นๆ นะครับ”
-สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ โทร 0-2645-9000 หรือ www.ghbank.co.th

ท่านที่อยู่ในวัยเกษียณ หรือท่านใดที่มี คุณพ่อ คุณแม่ ญาติพี่น้อง ที่กำลังจะเกษียณ หรือเกษียณอายุไปแล้ว ไปฝากเงินกับ ธอส. บัญชีเงินฝากอุ่นใจวัยเกษียณ มีดีที่ได้รับดอกเบี้ยทุก 15 วัน ดอกเบี้ยสูง แถมได้ฟรี ความคุ้มครองประกันอุบัติเหตุ หรือประกันสุขภาพ โดยฝากได้ตั้งแต่วันนี้ – 30 มิ.ย. 56 นะจ๊ะ

ขอบคุณ : ธ.อาคารสงเคราะห์

สร้างรายได้เทียมในอนาคตกับประกันบำนาญ

 


หลายท่านเมื่อใกล้เกษียณจะมีความกังวลว่าจะไม่มีรายได้สำหรับไว้ใช้จ่าย หรือรายได้ที่ได้รับลดลงหดหายไปอย่างน่าตกใจ อีกทั้งเมื่ออายุมากขึ้น โรคภัยไข้เจ็บก็เข้าคิวแวะเวียนมาถามหา ทำอย่างไร เราจึงจะมีรายได้เพียงพอสำหรับความต้องการในยามที่ไม่มีรายได้แล้ว ทางเลือกหนึ่งที่เราสามารถทำได้ และต้องรีบทำเมื่อยามที่ยังมีเรี่ยวแรง สุขภาพแข็งแรง และยังคงสามารถหารายได้มาใช้จ่ายได้ นั่นคือ ประกันแบบบำนาญ ซึ่งประกันรูปแบบนี้เป็นทางเลือกหนึ่งที่เราสามารถทำได้ อีกทั้งเงินที่จ่ายชำระค่าเบี้ยประกันประเภทนี้ยังสามารถนำมาหักลดหย่อนภาษีได้สูงสุดไม่เกิน 15% ของรายได้ทั้งปี และไม่เกิน 200,000 บาท เมื่อรวมกับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) หรือกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) และกองทุนสงเคราะห์โรงเรียนเอกชนแล้วต้องไม่เกิน 500,000 บาท ทั้งนี้ เราสามารถกำหนดจำนวนเงินที่ต้องการใช้จ่ายในอนาคตได้ แต่เราก็มีภาระในการออมเงินระหว่างทางก่อนถึงเป้าหมายด้วย เช่น ต้องการมีเงินไว้ใช้จ่ายเมื่อเกษียณ เดือนละ 10,000 บาท ปัจจุบันอายุ 30 ปี ต้องเก็บออมปีละ 64,400 บาท หรือประมาณเดือนละ 5,400 บาท สำหรับทุนประกัน 1,000,000 บาท เพื่อให้มีเงินไว้ใช้จ่ายสำหรับอนาคต 


ทั้งนี้ผู้ทำประกันต้องจ่ายค่าเบี้ยประกันจนถึงอายุ 55 ปี หรือรวมจ่ายทั้งสิ้น 25 ปี เป็นเงินค่าเบี้ยประกันรวม 1,610,000 บาท หากผู้ทำประกันเสียชีวิต ทายาทจะได้รับเงินที่ทุนประกัน 1,000,000 บาท (หรือมากกว่าตามแต่จำนวนเงินเวนคืนกรมธรรม์) แต่เมื่อครบอายุเกษียณที่ 55 ปี จะได้รับเงินคืนปีละ 12% ของทุนประกันไปทุกปี หรือได้รับคืนปีละ 120,000 บาท เป็นเวลา 30 ปี จนถึงอายุ 85 ปี ทำให้คุณมีรายได้หลังเกษียณเพิ่มเติมอีกเดือนละ 10,000 บาท

     สำหรับแบบประกันที่สามารถนำมาหักลดหย่อน หรือเข้าข่ายประกันแบบบำนาญนั้น ต้องมีเงื่อนไขดังต่อไปนี้

  • ระยะเวลาเอาประกันภัย 10 ปี ขึ้นไป ซึ่งการนับระยะเวลาเอาประกันภัยดังกล่าวให้เริ่มนับตั้งแต่อายุเริ่มทำประกันชีวิต จนถึงอายุสุดท้ายที่รับบำนาญ
  • เงื่อนไขการจ่ายบำนาญ ให้เริ่มจ่ายเงินบำนาญตั้งแต่อายุ 55 ปีขึ้นไป จนถึงอายุไม่ต่ำกว่า 85 ปี
  • ไม่มีการจ่ายผลประโยชน์อื่นใดก่อนรับเงินบำนาญ ยกเว้น ผลประโยชน์กรณีการเสียชีวิต
  • ไม่มีการจ่ายผลประโยชน์ใดๆ ณ วันครบกำหนดชำระเบี้ยประกันภัย
  • การจ่ายผลประโยชน์เงินบำนาญในช่วงรับบำนาญ ต้องกำหนดจ่ายผลประโยชน์เงินบำนาญรายงวดอย่างสม่ำเสมอ เช่น รายปี, รายเดือน เป็นต้น
  • ชื่อผลิตภัณฑ์ให้มี วงเล็บ ว่าเป็น “บำนาญแบบลดหย่อนได้”

     หากคุณมีประกันชีวิตที่นอกเหนือจากแบบบำนาญ (แบบตลอดชีพ หรือแบบสะสมทรัพย์) ยังคงสามารถใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้สูงสุดจำนวน 100,000 บาท แต่หากไม่ใช้สิทธิในส่วนนั้นสามารถนำมารวมใช้กับประกันแบบบำนาญได้ เช่น มีรายได้ทั้งปี 1,000,000 บาท สามารถใช้สิทธิประกันบำนาญชราภาพได้ 15% ของรายได้ สูงสุดไม่เกิน 200,000 บาท (สมมติไม่มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ และกองทุนสงเคราะห์โรงเรียนเอกชน) สามารถใช้สิทธิประกันแบบบำนาญชราภาพได้สูงสุด150,000 บาท (15% ของรายได้ทั้งปี) แต่ถ้าหากไม่เคยมีประกันรูปแบบอื่นเลย (ที่สามารถใช้สิทธิได้ 100,000 บาท) สามารถนำสิทธิ 100,000 บาท มารวมเพื่อชำระค่าเบี้ยประกันชราภาพได้ รวมใช้สิทธิได้ 150,000 + 100,000 บาท = 250,000 บาท

     สำหรับท่านที่ต้องการความคุ้มครองด้านสุขภาพเพิ่มเติม ไม่ว่าจะเป็นค่ารักษาพยาบาล ค่าชดเชยรายได้ รวมถึงประกันอุบัติเหตุ ท่านสามารถซื้อสัญญาเพิ่มเติมแนบท้ายได้เหมือนประกันแบบปกติทั่วไปค่ะ แต่ค่าเบี้ยประกันสุขภาพที่ซื้อตั้งแต่ 1 มกราคม 2552 เป็นต้นไปไม่สามารถนำมาหักลดหย่อนได้นะคะ

     ทั้งนี้ จะเห็นว่า ประกันแบบบำนาญ ไม่มีเงินก้อนออกมาให้สำหรับผู้ที่ทำประกันไว้เลย เนื่องจากต้องการให้ผู้ที่ทำ ได้ใช้เงินสำหรับการเกษียณจริงๆ มีเงินบำนาญรายปีใช้แม้ไม่ได้รับราชการก็ตาม ซึ่งคุณหรือใครๆ ก็สามารถทำได้ค่ะ (ตามเงื่อนไขของกรมธรรม์) 

หลุมพรางที่จะทำให้ไม่มีเงินใช้ยามเกษียณ

 
วางแผนเกษียณ

“อีกตั้งนาน กว่าจะเกษียณ จะรีบคิดไปทำไม” “วางแผนใช้เงินอย่างอื่นก่อนดีไหม แล้วใกล้เกษียณค่อยคิดถึงการวางแผนสำหรับเกษียณ” “เดี๋ยวเกษียณก็มีเงินก้อน ก็ใช้เงินก้อนสุดท้ายที่ได้รับเพื่อการเกษียณก็แล้วกัน” “เอาเงินสะสมตอนเกษียณมาใช้หนี้ก่อนดีไหม เกษียณแล้วจะได้ไม่มีหนี้” หลายๆ คำพูด หลายๆ ความคิดสำหรับการเกษียณ ทำให้การเดินทางไปสู่เป้าหมายเกษียณอย่างมีความสุข ดังที่หลายท่านเคยตั้งใจไว้นั้น ไม่บรรลุเป้าหมาย เนื่องจากประสบพบเจอหลุมพรางระหว่างทางการออมเงินสำหรับการเกษียณ จึงทำให้ไม่สามารถบรรลุเป้าหมายเกษียณอย่างที่ตั้งใจไว้ ดังนั้นท่านจึงต้องระมัดระวังหลุมพรางเล็กๆ น้อยๆ ที่เข้ามาตลอดช่วงระยะเวลาการเดินทางไปสู่การเกษียณให้ดี


     หลุมพรางที่จะทำให้ไม่มีเงินใช้ยามเกษียณ มีดังนี้

          1. ระหว่างทางการออมสำหรับเป้าหมายเกษียณ มีเป้าหมายอื่นที่ท่านคิดว่ารีบด่วน และต้องการบรรลุเป้าหมายนั้นให้ได้ก่อน เช่น การซื้อรถยนต์ การศึกษาบุตร ทำให้ท่านหยุดออมสำหรับเป้าหมายเกษียณ แล้วไปออมสำหรับเป้าหมายอื่นแทน หนำซ้ำบางท่านนำเงินที่เคยออมสำหรับเป้าหมายเกษียณไปเป็นเงินสำหรับเป้าหมายอื่นที่คิดว่าสำคัญกว่า แล้วคิดว่าหลังจากบรรลุเป้าหมายอื่นแล้วค่อยๆ ทยอยสะสมสำหรับเป้าหมายการเกษียณใหม่ ทำให้การออมสำหรับเป้าหมายเกษียณไม่สามารถบรรลุเป้าหมายได้ หรืออาจบรรลุได้แต่เป้าหมายลดลงไปจากความต้องการ

          2. ใช้จ่ายอย่างไม่ยั้งคิด คิดว่าเมื่อเกษียณแล้วจะมีเงินก้อนสำหรับใช้จ่ายหลังเกษียณ เช่น เงินจากกองทุนประกันสังคม กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ ซึ่งกองทุนดังกล่าวเมื่อทำงานและอยู่ในกองทุนจนครบตามเงื่อนไขจะได้รับเงินบำเหน็จหรือเงินบำนาญ (แล้วแต่ประเภท) ทำให้หลายท่านเกิดความประมาทคิดว่าเมื่อเกษียณแล้วจะมีเงินก้อนสำหรับการใช้จ่ายหลังเกษียณ แต่ท่านได้คิดเผื่อหรือไม่ว่า รายได้จากกองทุนเหล่านี้เพียงพอสำหรับค่าใช้จ่ายหลังเกษียณหรือไม่ เพียงพอสำหรับค่ารักษาพยาบาลเมื่อท่านเจ็บไข้ได้ป่วยหรือไม่

          3. นำเงินก้อนสุดท้ายที่ได้รับ ไม่ว่าจะเป็นเงินจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือเงินจากกองทุนบำเหน็จบำนาญ ไปหักหนี้ที่ก่อไว้ จนท้ายที่สุดไม่มีเงินเหลือไว้ใช้จ่ายเมื่อเกษียณ

          4. คิดว่าลูกหลานจะเลี้ยงดูยามแก่เฒ่า เนื่องจากคนไทยเป็นสังคมครอบครัวใหญ่ อยู่ด้วยกันไม่ว่าจะเป็นปู่ย่าตายาย พ่อแม่ลูกหลาน แต่เนื่องด้วยปัจจุบันสังคมเปลี่ยนแปลงไปขนาดครอบครัวเล็กลง และเป็นสังคมเดี่ยวมากขึ้น บางครอบครัวมีลูกเพียงคนเดียวหรือไม่มีเลย ทำให้ไม่สามารถพึ่งพิงบุตรหลานได้

          5. ลืมคิดไปว่าเมื่อเกษียณแล้ว สุขภาพที่แข็งแรงในปัจจุบันจะเสื่อมลง พร้อมๆ กับสวัสดิการที่เคยได้รับจากบริษัทก็หมดลงเช่นกัน (โดยปกติสวัสดิการจะได้รับเมื่อยังทำงานอยู่) ทำให้เกิดความประมาท คิดว่าเมื่อเกษียณแล้ว หากมีรายได้ลดลงแต่สุขภาพแข็งแรงก็อาจทำให้ใช้จ่ายลดลงได้ แต่ในความเป็นจริงแล้วนอกจากรายได้ที่ได้รับลดลงแล้ว ยังมีรายจ่ายด้านสุขภาพเพิ่มขึ้นด้วย

          6. คิดว่าไม่ต้องวางแผนเกษียณก็สามารถใช้ชีวิตหลังเกษียณอย่างมีความสุขได้ เนื่องจากสมัยก่อนก็ไม่มีการวางแผนเกษียณเช่นกัน นั่นเป็นเพราะว่าสมัยก่อนวิวัฒนาการทางการแพทย์ยังไม่เจริญเหมือนปัจจุบัน ค่าใช้จ่ายต่างๆ ข้าวของเครื่องใช้ไม่แพงมาก อีกทั้งปัจจุบันคนมีสุขภาพที่แข็งแรงขึ้นและมีอายุยืนยาวขึ้น แต่เกษียณจากการทำงานเร็วขึ้น ทำให้มีเวลาใช้ชีวิตหลังเกษียณนานขึ้น หากไม่มีการวางแผนเกษียณที่ดีอาจมีเงินใช้หลังเกษียณไม่เพียงพอได้

ที่มา :  ฝ่ายวางแผนและให้คำปรึกษาทางการเงินส่วนบุคคล ธนาคารกสิกรไทย

การออมและการลงทุนเพื่อวัยเกษียณ

 
วางแผนเกษียณ
การออมและการลงทุนเพื่อวัยเกษียณ มีหลากหลายวิธีที่สามารถทำได้ ทั้งนี้ แหล่งเงินออมและการลงทุนที่สำคัญ ได้แก่ 

          1. กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) สำหรับบริษัทที่มีสวัสดิการกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) เมื่อเราเริ่มทำงานก็สามารถเริ่มต้นออมเงินสำหรับการเกษียณอายุได้ ซึ่งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) มีประโยชน์อย่างมาก เนื่องจากลูกจ้างมีการใส่เงินสะสมในกองทุน ขณะที่นายจ้างต้องใส่เงินสมทบในปริมาณไม่น้อยกว่าเงินที่ลูกจ้างได้ใส่เงินสะสมไว้นั่นเอง นั่นก็หมายความว่ายิ่งเราใส่เงินสะสมมากเท่าไร นายจ้างยิ่งต้องใส่เงินสมทบมากเท่านั้นหรือมากกว่า ที่สำคัญเงินสะสมในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพสามารถนำไปหักลดหย่อนภาษีได้สูงสุดถึง 500,000 บาทต่อปี 

          2. กองทุนประกันสังคม (SSO) มีสิทธิประโยชน์ในส่วนของบำเหน็จและบำนาญชราภาพ โดยในส่วนบำนาญชราภาพ มีเงื่อนไขผู้ประกันตนต้องจ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่า 180 เดือน (15 ปี) โดยกำหนดให้เริ่มนับเดือนแรกคือเดือนธันวาคม 2541 

- สำหรับจำนวนเงินที่จ่ายเป็นเงินบำนาญ คำนวณจากเงินเดือน 60 เดือนสุดท้าย (สูงสุดไม่เกิน 15,000 บาท) มาหารเฉลี่ยคิดเป็นต่อเดือน แล้วคูณด้วยร้อยละ 20 (บวกจำนวนร้อยละที่เพิ่มให้อีกร้อยละ 1.5 ต่อปี ถ้าส่งเงินสมทบมาแล้วเกิน 180 เดือน)
- เงินบำเหน็จชราภาพ แบ่งออกเป็น 2 กรณี คือ หากจ่ายเงินสมทบกรณีชราภาพมาไม่ครบ 12 เดือน จะได้รับเฉพาะส่วนที่ผู้ประกันตนจ่ายร้อยละ 3 ต่อเดือนเท่านั้น หากจ่ายเงินสมทบกรณีชราภาพตั้งแต่ 12 เดือนขึ้นไป จะได้รับส่วนของผู้ประกันตน ส่วนของนายจ้าง และผลประโยชน์ตอบแทนประจำปีที่กองทุนประกันสังคมให้ด้วยเช่นเดียวกับดอกเบี้ย


          3. กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) เหมาะกับผู้ที่ไม่มีสวัสดิการเพื่อการเกษียณใดๆ แต่ต้องการออมสำหรับเกษียณ หรือผู้ที่มีสวัสดิการแล้ว แต่ต้องการออมเพิ่มขึ้นสำหรับเป้าหมายเกษียณในอนาคต สามารถออมในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) ได้ ซึ่งกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) มีเงื่อนไขการลงทุนไม่น้อยกว่า 5 ปี และผู้ลงทุนต้องมีอายุ 55 ปีบริบูรณ์ สำหรับเงินลงทุนไม่น้อยกว่า 3% ของเงินได้ หรือ 5,000 บาท (แล้วแต่จำนวนใดต่ำกว่า) สูงสุดไม่เกิน 15% ของเงินได้ หรือ 500,000 บาท เมื่อรวมกับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) และประกันชีวิตแบบบำนาญ ซึ่งเงินลงทุนในกองทุนเพื่อการเลี้ยงชีพ สามารถนำมาหักลดหย่อนภาษีได้ในปีที่ลงทุน 

          4. ประกันชีวิต เป็นทางเลือกหนึ่งในการออมเงินสำหรับการเกษียณอีกทั้งมีความคุ้มครองควบคู่กับการออม สำหรับประกันชีวิตมี 4 แบบ ดังนี้
- แบบสะสมทรัพย์ เปรียบเสมือนการออมเงิน และความคุ้มครอง เมื่อครบอายุกรมธรรม์ จะได้เงินก้อนคืนตามที่ตกลงกันไว้ เปรียบเสมือนได้เงินบำเหน็จไว้ใช้สำหรับการเกษียณ
- แบบตลอดชีพ เหมาะกับผู้ที่ต้องการความคุ้มครองระยะยาว สำหรับเงินก้อนสุดท้ายสำหรับชีวิต
- แบบชั่วระยะเวลา เหมาะกับผู้ที่ต้องการความคุ้มครองเฉพาะช่วง เช่น ช่วงที่มีภาระหนี้มาก หรือช่วงที่ต้องการเดินทางไปต่างประเทศและได้รับความคุ้มครอง
- แบบบำนาญ เป็นทางเลือกหนึ่ง ที่เราสามารถกำหนดรายได้ที่แน่นอนในอนาคตเมื่อยามเกษียณได้ อีกทั้งรัฐบาลมีการสนับสนุน ทำให้ค่าเบี้ยประกันที่จ่ายสามารถลดหย่อนภาษีได้ 15% ของรายได้ทั้งปี สูงสุดถึง 200,000 บาท แต่เมื่อรวมการลงทุนในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) และ กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) แล้วต้องไม่เกิน 500,000 บาท

วางแผนเกษียณ ต้องทำอย่างไร

 
หากคุณเป็นผู้หนึ่งที่ให้ความสำคัญกับการเกษียณ และต้องการใช้ชีวิตหลังเกษียณอย่างมีความสุข ไม่ต้องพะวงหน้าพะวงหลัง คุณต้องมีการวางแผนเพื่อเตรียมความพร้อมก่อนจึงจะสามารถเกษียณอย่างสบายใจไร้กังวลได้ การวางแผนเกษียณมีสิ่งที่ต้องพิจารณาดังต่อไปนี้ 


วางแผนเกษียณ
          1. ปัจจุบันคุณมีเงินสะสมอยู่จำนวนเท่าไร เพียงพอสำหรับการใช้จ่ายตั้งแต่วันนี้ถึงวันสิ้นอายุขัยหรือไม่ ซึ่งอายุขัยของแต่ละคนคงไม่สามารถมีใครกำหนดได้ แต่สามารถคาดเดาจากอายุขัยของคนไทยเทียบเคียงกับบรรพบุรุษของเรา หากบรรพบุรุษของเรามีอายุยืนประมาณ 90 ปี ก็คาดเดาว่าเราน่าจะมีอายุยืนเทียบเคียงกันหรือมากกว่า ดังนั้น ต้องพิจารณาเงินที่เราสะสมอยู่ในปัจจุบันว่ามีเท่าไร เพียงพอหรือไม่ โดยต้องไม่ลืมว่าค่าของเงินลดลงเนื่องจากเงินเฟ้อด้วย (ประมาณการเงินเฟ้อ 3% ต่อปี) ยกตัวอย่างเช่น อายุ 50 ปี ต้องการ Early Retire ตอนนี้ และคาดว่าจะมีอายุถึง 90 ปี โดยต้องการใช้จ่ายเดือนละ 30,000 บาท เช่นนั้นแล้วต้องเตรียมเงินสูงถึง 26 ล้านบาทเลยทีเดียว 

          2. สำรวจกระเป๋าตัวเองว่าปัจจุบันมีอยู่แล้วเท่าไร บางท่านมีการเก็บออมเงิน และการลงทุนมาบ้างแล้ว โดยที่ไม่รู้ตัว เช่น ออมเงินในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือ กองทุนประกันสังคม จะเห็นว่าเรามีเงินสะสมอยู่ก้อนหนึ่งเป็นจำนวนไม่น้อยเลยทีเดียว รวมกับเงินออมในรูปแบบอื่นๆ ที่มี สมมติว่ารวมเป็นเงินจำนวน 10 ล้านบาท เท่ากับยังคงขาดอยู่จำนวน 16 ล้านบาท จากนั้นต้องพิจารณาดูว่ามีระยะเวลาในการทำงานคงเหลือเท่าไร หรืออีกกี่ปีที่เราจะหยุดทำงานนั่นเอง หากมีระยะเวลาในการทำงานคงเหลือน้อย เราต้องเร่งสะสมเงินให้มากด้วยการลงทุน ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับความสามารถในการยอมรับความเสี่ยงจากการลงทุนด้วย หากคุณมีความสามารถในการยอมรับความเสี่ยงได้ในระดับสูง ก็มีโอกาสรับผลตอบแทนที่สูง นั่นก็หมายถึงคุณสามารถใช้เงินลงทุนน้อยกว่าผู้ที่มีความสามารถรับความเสี่ยงได้ต่ำนั่นเอง แต่ก็ไม่ได้เป็นเครื่องยืนยันเสมอไปว่าคุณรับความเสี่ยงได้สูงแล้ว จะได้รับผลตอบแทนที่สูงตามมาด้วย เนื่องจากการลงทุนทุกอย่างมีความเสี่ยง อาจไม่ได้รับผลตอบแทนตามที่คาดหวัง 

          3. พิจารณาด้านสุขภาพ เพราะนอกจากต้องมีสุขภาพด้านการเงินที่ดีแล้ว สุขภาพกายก็เป็นสิ่งที่สำคัญ ไม่มีใครอยากเกษียณโดยที่ไม่สามารถใช้ชีวิตได้ตามที่ต้องการ ดังนั้นควรดูแลสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงอยู่เสมอ จึงสามารถบรรลุเป้าหมายได้ หากคุณเป็นผู้ที่มีสุขภาพไม่ค่อยแข็งแรง เจ็บป่วยง่าย ต้องเตรียมพร้อมสำหรับค่าใช้จ่ายสุขภาพเพิ่มในอนาคตด้วย หรืออาจพิจารณาในเรื่องประกันสุขภาพเพิ่มเติม 

          4. พิจารณาสารพัดภาระ ไม่ว่าจะเป็นภาระหนี้การผ่อนบ้าน ภาระการส่งลูกเรียนหนังสือ รวมถึงภาระเบี้ยประกัน ว่าคุณเคลียร์ภาระหนี้สินทั้งหมดแล้วหรือยัง สามารถปลดภาระหนี้ทั้งหมดได้ก่อนเกษียณหรือไม่ หรือมีการกันเงินบางส่วนไว้สำหรับภาระต่างๆ ครบหรือยัง ทางที่ดีควรมีการจัดการสารพัดหนี้ที่มีให้หมดก่อนการเกษียณ จึงจะใช้ชีวิต “เกษียณอย่างเกษม” ได้ 

eBook ยอดนิยม