ครั้งนี้ เราจะนำเสนอกฎมหัศจรรย์ในการช่วยให้ทุกท่านบรรลุเป้าหมายทางการเงินได้ง่ายขึ้นและเร็วขึ้น โดยเริ่มจาก
1) กฎแห่งความพร้อม การลงทุนต้องพร้อมด้วยปัจจัย 4 คือ เงิน ความรู้ ข้อมูล เวลา โดยมีสติเป็นตัวกำกับ หากขาดปัจจัยใดปัจจัยหนึ่ง การจะประสบความสำเร็จในการลงทุนนั้นจะเป็นเรื่องยาก หรือ หากสำเร็จ ก็มักจะเป็นเพราะโชค หรือ ความบังเอิญ ซึ่งไม่ยั่งยืน ดังนั้น ก่อนการลงทุนใด ขอให้มั่นใจก่อนว่า เงินลงทุนนั้นสามารถลงทุนได้ในระยะยาว โดยเราไม่เดือดร้อนต้องถอนมาใช้ก่อนเวลาอันสมควร มีข้อมูลที่ถูกต้อง ทันเหตุการณ์ และเรามีความรู้ เข้าใจการลงทุนนั้นอย่างดีพอ สามารถวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้เพื่อการตัดสินใจที่เหมาะสม สุดท้ายคือ เรารู้ว่าเป้าหมายการเงินใดต้องใช้เวลาเท่าไรในการบรรลุและเรามีเวลาการลงทุนที่มากพอสำหรับเป้าหมายนั้นๆ
2) กฎแห่งการออม คนที่ไม่ประสบความสำเร็จทางการเงินส่วนใหญ่จะมีพฤติกรรมที่คล้ายกัน คือ จะออมเงินก็ต่อเมื่อใช้จ่ายก่อน เหลือเท่าไหร่ค่อยออม (รายได้ – รายจ่าย = เงินออม) ซึ่งมักจะเป็นว่า ไม่ค่อยมีเงินเหลือให้ออม เหตุผลเพราะเมื่อมีเงินในกระเป๋ามาก เราก็จะมีแนวโน้มใช้จ่ายมากตามไปด้วย ดังนั้นวิธีเพิ่มเงินออมง่ายๆที่ทำได้ทันทีเลย ก็คือ เปลี่ยนความคิด เป็น มีเงินปุ๊บ ออมก่อนเลย เหลือค่อยใช้จ่าย (รายได้ – เงินออม = รายจ่าย) ตัวอย่างเช่น กฎลบสิบ คือ เมื่อมีรายได้ ให้กันเป็นเงินออมก่อน 10% เหลือค่อยใช้จ่าย หากเรามีเงินเดือนๆละ 20,000 บาท ให้กันเป็นเงินออม 2,000 บาทก่อน เหลือค่อยใช้จ่าย เท่านี้ เราก็มีเงินออมตามเป้าหมายอย่างข้อข้างบนได้แล้ว (แต่หากใครมีความสามารถออมได้มากกว่า 10% เป็น 20%, 30%, หรือ 50% ก็ยิ่งดี เพราะยิ่งออมมาก ก็ยิ่งรวยเร็ว และ รวยมาก)
3) กฎแห่งเลข 72 คือ หลักง่ายๆ ที่จะทำให้เราทราบว่า จะต้องใช้ระยะเวลานานเท่าใดที่เงินลงทุนของเราจะเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า ณ อัตราผลตอบแทนที่กำหนด ด้วยสูตรง่ายๆ คือ "72/อัตราผลตอบแทนที่กำหนด" ตัวอย่างเช่น หากเรามีเงิน 100 บาท ที่ผลตอบแทน 2% ต่อปี เงินเราจะเป็น 200 บาท ในเวลา 36 ปี (72/2 = 36) แต่ถ้าเราสามารถเพิ่มผลตอบแทนเป็น 4%ต่อปี ก็จะใช้เวลาแค่ 18 ปีที่เงินเราจะเป็น 200 บาท
ในทำนองเดียวกัน เราก็สามารถหาอัตราผลตอบแทนที่เราต้องการ หากอยากให้เงินของเราเพิ่มเป็น 2 เท่าภายในระยะเวลาที่กำหนด ด้วยสูตร "72/ระยะเวลาที่ต้องการลงทุน" ตัวอย่างเช่น หากเรามีเงิน 100 บาท และเราต้องการให้เงินเราเติบโตเป็น 200 บาท ในเวลา 6 ปี ผลตอบแทนที่เราต้องการคือ 12%ต่อปี (72/6 = 12)
กฎแห่ง 72 สามารถประยุกต์ใช้กับเรื่องเงินกู้ก็ได้ ตัวอย่างเช่น เรากู้ยืมเงินด้วยบัตรเครดิตมา 1,000 บาท เสียดอกเบี้ยเงินกู้ 18% ต่อปี (72/18) เพียง 4 ปี หนี้ 1,000 บาทของเราก็จะพอกพูนขึ้นเป็น 2,000 บาท เราคงเห็นแล้วว่าการกู้ยืมเงินโดยเฉพาะด้วยบัตรเครดิตนั้นร้ายแรงเพียงใด
4) กฎแห่งดอกเบี้ยทบต้น Albert Einstein เคยกล่าวว่า “ความมหัศจรรย์ของดอกเบี้ยทบต้นเป็นการค้นพบที่ยิ่งใหญ่กว่าการค้นพบทฤษฎีสัมพันธภาพ, E=mc2” หากเราออมเงินเดือนละ 2000 บาทที่ดอกเบี้ย 4%ต่อปี ในเวลา 20 ปี เงินออมเราจะโตเป็น 736,000 บาท เป็นเงินต้น 480,000 บาท เป็นดอกเบี้ย 256,000 บาท (ดอกเบี้ยเท่ากับ 53% ของเงินต้น)แต่หากเราเพิ่มเวลาออมเป็น 30 ปี เงินออมเราจะโตเป็น 1,400,000 บาท เป็นเงินต้น 720,000 บาท เป็นดอกเบี้ย 680,000 บาท (ดอกเบี้ยเท่ากับ 94% ของเงินต้น) และที่น่าสังเกตก็คือ เราเพิ่มเวลาออมแค่ 50% (จาก 20 ปี เป็น 30 ปี) เงินออมเราเพิ่มขึ้นเกือบ 100% (จาก 736,000 บาท เป็น 1,400,000 บาท) แสดงว่ายิ่งมีเวลาออมนาน โอกาสรวยก็ยิ่งมีมากขึ้น นี่แหละคือที่มาของประโยคที่ว่า “ออมก่อน รวยกว่า”
ครั้งหน้า เราจะมาทำความรู้จักกฎการจัดสรรปันส่วนทรัพย์สินกันครับ อย่าลืมติดตามเพื่อเป็นแนวทางให้ทุกท่านมีไอเดียในการบริหารเงินและทรัพย์สินอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดกันนะครับ
อ่านต่อตอนที่ 2 >> กฏพื้นฐานง่าย ๆ ที่ควรจำในการเริ่มต้นออมเงินสำหรับทุกคน ตอนที่ 2
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ หุ้น แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ หุ้น แสดงบทความทั้งหมด

กลยุทธ์การลงทุนในตราสารหนี้ในช่วงที่เงินเฟ้อ
กลยุทธ์การลงทุนในตราสารหนี้ในช่วงที่เงินเฟ้อกำลังเริ่มก่อตัวขึ้นในส่วนต่างๆ ของโลก อาจสรุปได้ดังนี้
1) ลงทุนในตราสารระยะสั้นเท่านั้น กลยุทธ์นี้เหมาะสำหรับผู้ที่มีเป้าหมายการลงทุนในระยะสั้น นั่นคือไม่ได้มุ่งหวังให้มีเงินออมเพียงพอกับการใช้จ่ายในวัยเกษียณ หรือต้องการรับรายได้เป็นประจำในปัจจุบันจากเงินลงทุนดังกล่าว โดยกลยุทธ์ที่น่าสนใจคือการลงทุนในกองทุนรวมตราสารหนี้แบบมีระยะเวลา โดยให้มีเงินครบอายุเป็นระยะๆ เช่น 3 เดือน 6 เดือน 12 เดือน เป็นต้น ทั้งนี้ เพื่อให้มีเงินสำหรับการใช้จ่าย ในขณะที่มีโอกาสได้รับผลตอบแทนที่สูงกว่าการลงทุนในเงินฝากระยะสั้นมากๆ แต่เพียงอย่างเดียว นอกจากนี้ เงินที่ครบในแต่ละช่วงดังกล่าวก็มีโอกาสได้ลงทุนให้ได้รับอัตราผลตอบแทนที่สูงขึ้น หากอัตราดอกเบี้ยปรับเพิ่มขึ้น
2) เพิ่มสัดส่วนการลงทุนในตราสารหนี้ภาคเอกชนทั้งโดยตรง หรือผ่านกองทุนรวม โดยพร้อมรับความเสี่ยงด้านเครดิตที่เพิ่มขึ้น เพื่อโอกาสรับอัตราผลตอบแทนที่เพิ่มขึ้น โดยหากเป็นกองทุนรวมในประเทศนั้น มักจะเน้นหนักการลงทุนไปในตราสารหนี้ระยะสั้น ดังนั้น หากท่านพร้อมรับความเสี่ยงจากความผันผวนด้านราคาของตราสารหนี้จากการปรับตัวขึ้นของอัตราดอกเบี้ยในระยะ 1 - 3 ปีได้ ก็อาจเลือกลงทุนในกองทุนรวมตราสารหนี้ต่างประเทศที่มีนโยบายเน้นการลงทุนในตราสารหนี้ภาคเอกชนที่มีอันดับความน่าเชื่อถือในระดับที่ลงทุนได้หรือต่ำกว่านั้น โดยการลงทุนในกองทุนรวมก็เพื่อลดความเสี่ยงด้านเครดิตผ่านการกระจายการลงทุนในระดับที่มากกว่าการลงทุนโดยตรงแต่เพียงอย่างเดียวนั่นเอง
3) ลงทุนในหุ้นปันผล หรือหลักทรัพย์ที่ให้เงินปันผลสม่ำเสมอตามแนวโน้มเงินเฟ้อ เช่น กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน เป็นต้น โดยผู้ลงทุนต้องพร้อมรับความเสี่ยงเฉพาะของบริษัทผู้ออกตราสาร และความผันผวนที่เพิ่มมากขึ้น อย่างไรก็ตามนักลงทุนพึงพิจารณาถึงความสามารถในการหารายได้ของบริษัทหรือโครงการอสังหาริมทรัพย์นั้นๆ รวมถึงศักยภาพในระยะยาวประกอบด้วย เนื่องจากความเสี่ยงในที่นี้จะเปรียบเหมือนผู้ลงทุนเป็นเจ้าของร่วม ซึ่งต่างจากการเป็นเจ้าหนี้ในกรณีลงทุนในตราสารหนี้โดยทั่วไป
4) รักษาสัดส่วนการลงทุนในตราสารหนี้หรือกองทุนรวมตราสารหนี้ระยะกลาง (3 - 5 ปี) ไว้ โดยพร้อมรับการขาดทุนจากราคาตลาดในระยะสั้นเมื่ออัตราดอกเบี้ยปรับตัวเพิ่มขึ้น เพราะในที่สุดแล้วเมื่อตราสารหนี้ที่กองทุนถืออยู่ก็ยังคงให้อัตราดอกเบี้ยเท่าเดิม และเมื่อตราสารดังกล่าวครบอายุ กองทุนก็จะได้รับเงินต้นคืน ซึ่งทั้งดอกเบี้ยและเงินต้นนั้นก็จะสามารถลงทุนต่อโดยได้รับอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นด้วย
ไปหน้าแรก การออมและการลงทุน
ที่มา bangkokbiznews.com
1) ลงทุนในตราสารระยะสั้นเท่านั้น กลยุทธ์นี้เหมาะสำหรับผู้ที่มีเป้าหมายการลงทุนในระยะสั้น นั่นคือไม่ได้มุ่งหวังให้มีเงินออมเพียงพอกับการใช้จ่ายในวัยเกษียณ หรือต้องการรับรายได้เป็นประจำในปัจจุบันจากเงินลงทุนดังกล่าว โดยกลยุทธ์ที่น่าสนใจคือการลงทุนในกองทุนรวมตราสารหนี้แบบมีระยะเวลา โดยให้มีเงินครบอายุเป็นระยะๆ เช่น 3 เดือน 6 เดือน 12 เดือน เป็นต้น ทั้งนี้ เพื่อให้มีเงินสำหรับการใช้จ่าย ในขณะที่มีโอกาสได้รับผลตอบแทนที่สูงกว่าการลงทุนในเงินฝากระยะสั้นมากๆ แต่เพียงอย่างเดียว นอกจากนี้ เงินที่ครบในแต่ละช่วงดังกล่าวก็มีโอกาสได้ลงทุนให้ได้รับอัตราผลตอบแทนที่สูงขึ้น หากอัตราดอกเบี้ยปรับเพิ่มขึ้น
2) เพิ่มสัดส่วนการลงทุนในตราสารหนี้ภาคเอกชนทั้งโดยตรง หรือผ่านกองทุนรวม โดยพร้อมรับความเสี่ยงด้านเครดิตที่เพิ่มขึ้น เพื่อโอกาสรับอัตราผลตอบแทนที่เพิ่มขึ้น โดยหากเป็นกองทุนรวมในประเทศนั้น มักจะเน้นหนักการลงทุนไปในตราสารหนี้ระยะสั้น ดังนั้น หากท่านพร้อมรับความเสี่ยงจากความผันผวนด้านราคาของตราสารหนี้จากการปรับตัวขึ้นของอัตราดอกเบี้ยในระยะ 1 - 3 ปีได้ ก็อาจเลือกลงทุนในกองทุนรวมตราสารหนี้ต่างประเทศที่มีนโยบายเน้นการลงทุนในตราสารหนี้ภาคเอกชนที่มีอันดับความน่าเชื่อถือในระดับที่ลงทุนได้หรือต่ำกว่านั้น โดยการลงทุนในกองทุนรวมก็เพื่อลดความเสี่ยงด้านเครดิตผ่านการกระจายการลงทุนในระดับที่มากกว่าการลงทุนโดยตรงแต่เพียงอย่างเดียวนั่นเอง
3) ลงทุนในหุ้นปันผล หรือหลักทรัพย์ที่ให้เงินปันผลสม่ำเสมอตามแนวโน้มเงินเฟ้อ เช่น กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน เป็นต้น โดยผู้ลงทุนต้องพร้อมรับความเสี่ยงเฉพาะของบริษัทผู้ออกตราสาร และความผันผวนที่เพิ่มมากขึ้น อย่างไรก็ตามนักลงทุนพึงพิจารณาถึงความสามารถในการหารายได้ของบริษัทหรือโครงการอสังหาริมทรัพย์นั้นๆ รวมถึงศักยภาพในระยะยาวประกอบด้วย เนื่องจากความเสี่ยงในที่นี้จะเปรียบเหมือนผู้ลงทุนเป็นเจ้าของร่วม ซึ่งต่างจากการเป็นเจ้าหนี้ในกรณีลงทุนในตราสารหนี้โดยทั่วไป
4) รักษาสัดส่วนการลงทุนในตราสารหนี้หรือกองทุนรวมตราสารหนี้ระยะกลาง (3 - 5 ปี) ไว้ โดยพร้อมรับการขาดทุนจากราคาตลาดในระยะสั้นเมื่ออัตราดอกเบี้ยปรับตัวเพิ่มขึ้น เพราะในที่สุดแล้วเมื่อตราสารหนี้ที่กองทุนถืออยู่ก็ยังคงให้อัตราดอกเบี้ยเท่าเดิม และเมื่อตราสารดังกล่าวครบอายุ กองทุนก็จะได้รับเงินต้นคืน ซึ่งทั้งดอกเบี้ยและเงินต้นนั้นก็จะสามารถลงทุนต่อโดยได้รับอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นด้วย
ไปหน้าแรก การออมและการลงทุน
ที่มา bangkokbiznews.com

คุณเป็นนักลงทุนแบบใด
งานวิจัยของ Marilyn MacGruder Barnwall แห่ง MacGruder Agency แบ่งประเภทของนักลงทุนตามระดับความเสี่ยงที่รับได้ ออกเป็น 2 ประเภท คือ
นอกจากนี้ ยังมีบทวิเคราะห์ของ Bailard, Biehl & Kaiser Five-Way Model (BB&K) ที่แบ่งนักลงทุนออกเป็น 5 ประเภท โดยพิจารณาจากแนวปฏิบัติ ซึ่งสะท้อนออกมาจากความมั่นใจหรือความวิตกกังวลของแต่ละบุคคล
1. นักผจญภัย (Adventurer)
ที่มีความเชื่อมั่นในตัวเองสูง ใช้ชีวิตอยู่กับความไม่แน่นอน และตัดสินใจอย่างหุนหันพลันแล่น
ขาดความรอบคอบจึงลงทุนแบบมุ่งหวังผล
2. พวกเป็นตัวของตัวเอง (Individualist)
มีความเชื่อมั่นในตัวเองสูงเช่นเดียวกับนักผจญภัย แต่จะตัดสินใจอย่างรอบคอบระมัดระวัง โดยพิจารณาอย่างถี่ถ้วน จึงมักลงทุนแบบมุ่งหวังผล ซึ่งจะลงทุนด้วยตนเอง แต่ถ้าไว้ใจให้มืออาชีพจัดการลงทุนให้แล้ว ก็มักจะไม่เข้ามายุ่งเลย
3. ดาราคนดัง (Celebrity)
มักขี้กังวล ชอบตามกระแส กลัวตกข่าวจึงมักตัดสินใจเร็วไม่ค่อยระมัดระวังส่วนใหญ่จึงเป็นลูกค้าของบริษัทนายหน้าค้าหลักทรัพย์มากกว่าจะเป็นลูกค้าของผู้จัดการกองทุน
4. ผู้พิทักษ์ (Guardian)
มีความระมัดระวังรอบคอบ ค่อนข้างจู้จี้มีความวิตกกังวลมาก เป็นคนที่รู้ข้อจำกัดของตัวเอง ไม่ชอบตัดสินใจ จึงมักให้ผู้จัดการกองทุนมืออาชีพช่วยจัดการลงทุน มักลงทุนแบบรอรับผล
5. พวกที่อยู่คาบเส้น (Straight Arrow)
ได้แก่พวกที่ไม่อยู่ในประเภทใดประเภทหนึ่งข้างต้น แต่จะมีลักษณะกลางๆ
ที่มา tsi-thailand.org
ไปที่หน้าแรก การออมและการลงทุน
- นักลงทุนประเภทรอรับผล (Passive Investor) ที่จะหลีกเลี่ยงความเสี่ยงหรือยอมรับความเสี่ยงได้ไม่มากนัก จึงมักจะลงทุนผ่านการจัดการลงทุนโดยมืออาชีพ
- นักลงทุนประเภทมุ่งหวังผล (Active Investor) ที่เห็นว่ามีโอกาสในการลงทุนเสมอ จึงชอบความเสี่ยง และมักจัดการลงทุนด้วยตนเอง
นอกจากนี้ ยังมีบทวิเคราะห์ของ Bailard, Biehl & Kaiser Five-Way Model (BB&K) ที่แบ่งนักลงทุนออกเป็น 5 ประเภท โดยพิจารณาจากแนวปฏิบัติ ซึ่งสะท้อนออกมาจากความมั่นใจหรือความวิตกกังวลของแต่ละบุคคล
1. นักผจญภัย (Adventurer)
ที่มีความเชื่อมั่นในตัวเองสูง ใช้ชีวิตอยู่กับความไม่แน่นอน และตัดสินใจอย่างหุนหันพลันแล่น
ขาดความรอบคอบจึงลงทุนแบบมุ่งหวังผล
2. พวกเป็นตัวของตัวเอง (Individualist)
มีความเชื่อมั่นในตัวเองสูงเช่นเดียวกับนักผจญภัย แต่จะตัดสินใจอย่างรอบคอบระมัดระวัง โดยพิจารณาอย่างถี่ถ้วน จึงมักลงทุนแบบมุ่งหวังผล ซึ่งจะลงทุนด้วยตนเอง แต่ถ้าไว้ใจให้มืออาชีพจัดการลงทุนให้แล้ว ก็มักจะไม่เข้ามายุ่งเลย
3. ดาราคนดัง (Celebrity)
มักขี้กังวล ชอบตามกระแส กลัวตกข่าวจึงมักตัดสินใจเร็วไม่ค่อยระมัดระวังส่วนใหญ่จึงเป็นลูกค้าของบริษัทนายหน้าค้าหลักทรัพย์มากกว่าจะเป็นลูกค้าของผู้จัดการกองทุน
4. ผู้พิทักษ์ (Guardian)
มีความระมัดระวังรอบคอบ ค่อนข้างจู้จี้มีความวิตกกังวลมาก เป็นคนที่รู้ข้อจำกัดของตัวเอง ไม่ชอบตัดสินใจ จึงมักให้ผู้จัดการกองทุนมืออาชีพช่วยจัดการลงทุน มักลงทุนแบบรอรับผล
5. พวกที่อยู่คาบเส้น (Straight Arrow)
ได้แก่พวกที่ไม่อยู่ในประเภทใดประเภทหนึ่งข้างต้น แต่จะมีลักษณะกลางๆ
ที่มา tsi-thailand.org
ไปที่หน้าแรก การออมและการลงทุน

เซียนหุ้น ตราวุทธิ์ เหลืองสมบูรณ์ เชียร์เล่นหุ้นนอก“ถูก & ดี” มีอีกเยอะ
พลิกตำรา“เล่นหุ้นมะกัน”“หนุ่มนักเรียนนอก”วัย 31 ปี“ราคาถูก งบสวย"เชื่อมั้ยมีเกลื่อนตลาดสหรัฐฯ “ตราวุทธิ์ เหลืองสมบูรณ์”เปรยก่อนสไตล์ลงทุน
คอนเซ็ป “walk the talk" ทำในสิ่งที่คนอื่นพูดแล้วประสบความสำเร็จ ถือเป็นวิถีแห่งเซียนที่ “เผ่า” ตราวุทธิ์ เหลืองสมบูรณ์ ใช้เลือกเดิน เพื่อแสวงหาการลงทุนที่ “แสนมั่นคง” ตลาดหุ้นสหรัฐอเมริกา!! คือ หนทางที่ชายหนุ่ม “คลิกไลค์” แบบไม่ได้โม้
“ชิมลาง” เล่นหุ้นครั้งแรกสมัยเรียนปริญญาโท ณ University of Southern California ควบคู่ไปกับทำงาน “ที่รัก” ธุรกิจบนโลกออน ไลน์ ด้วยการแนะนำลูกค้าผ่านเวปไซด์ให้ไปซื้อสินค้าตามเวปไซด์ดังๆ ช่วงนั้นโกยเงินจน “เป๋าตุง”
“ชายวัย 31 ปี” เติบโตมาพร้อมๆ กับพี่ชายที่อายุห่างกัน 3 ปี และพี่สาวที่ห่างกัน 2 ปี ธุรกิจขนส่งและห้องแช่เย็น คือ อาชีพที่เลี้ยงดูคนทั้งครอบครัว หลังเรียนจบคณะวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง บัณฑิตปริญญาตรี เขาเลือกจะออกไปตามหาประสบการณ์นอกบ้าน ด้วยการนั่งทำงานในบริษัทที่เกี่ยวกับไฟเบอร์ออฟติก 6 เดือน ก่อนจะเหินฟ้าไปเรียนต่อปริญญาโท และเมินที่จะต่อปริญญาเอก ตามคำขอของผู้เป็นพ่อที่เพิ่งเสียชีวิตไปเมื่อปีก่อน
“ผมอยากเป็นเจ้าของธุรกิจ” เขาแสดงเจตนารมณ์ ในช่วงที่พ่อยังมีชีวิต...
“ถูกทางแล้ว” สมองกลั่นความคิด!! ปัจจุบัน “เผ่า” เป็นเจ้าของธุรกิจออนไลน์ 4-5 เวปไซด์ ล่าสุดเพิ่งผุด www.jitta.com เวปที่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับหุ้นที่ซื้อขายอยู่ในตลาดหุ้นสหรัฐอเมริกาทั้งหมด 3,800 บริษัท พนักงาน 5 คน คือ “ฟันเฟือง”สำคัญที่ "หนุ่มเผ่า" มอบหมายให้ช่วยขับเคลื่อนเวปไซด์
“สั่งลูกน้องเล่นหุ้นนอก” คือ ความรู้ที่เขาพยายามมอบให้เด็กๆที่อยู่ภายใต้อาณัติทางอ้อม“เผ่า” ควักเงินลงทุนให้ครึ่งหนึ่ง และหักจากเงินเดือนลูกน้องอีกส่วนหนึ่ง เพื่อให้ลูกน้องคนสนิททั้ง 5 นำไปซื้อหุ้นต่างประเทศ 1 ตัว หวังให้เป็น "สมบัติติดตัว" “ทำเวปหุ้นต้องรู้เรื่องการลงทุน” วีไอหนุ่ม เชื่อแบบนั้น
“ตราวุทธิ์ เหลืองสมบูรณ์” ในฐานะ “เซียนวีไอหุ้นนอก” หันไปหยิบ Notebook ยี่ห้อ Apple เพื่อเปิดให้ดูหน้าตาเวปไซด์ “จิตต ดอทคอม” พรางเล่า “จุดเริ่มต้น” การลงทุนในตลาดหุ้นให้ ฟังว่า ก่อนจะบินไปเรียนต่อปริญญาโท เพื่อนที่ทำงานเป็นมาร์เก็ตติ้งในบล.ธนชาติ โทรมาชวนให้เปิดพอร์ตลงทุนประมาณหลักแสนบาท (ทำท่าคิด)
จำไม่ได้ว่าซื้อหุ้นตัวไหนบ้าง ฝังใจ!!เพียงตัวเดียว เพราะซื้อตามเพื่อนที่เป็นมาร์เก็ตติ้งแนะนำ นั่นคือ หุ้น อินเตอร์เนชั่นแนล รีเสริช คอร์ปอเรชั่น (IRCP) ซื้อมา 14 บาท แล้วก็ทิ้งไว้เฉยๆ กลับมาเมืองไทยอีกที แทบกริ๊ด!! เจ็บใจมาก(ลากเสียงยาว) ราคาหุ้นเหลือแค่ 3 บาท คุณพระ!! สุดท้ายจำยอมขายไปตอน 6 บาท
“เพื่อนทำขาดทุน”...
ช่วงเรียนปริญญาโทอยู่เมืองนอก มีโอกาสลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐอเมริกา บังเอิญ (เสียงสูงทนไม่ได้ที่จะให้เงินเก็บนอนกองในแบงก์เฉยๆ ตอนนั้นน่าจะปี 2550 รวมพอร์ตในเมืองไทยและต่างประเทศน่าจะอยู่ “หลักล้านบาท” "ผมซื้อหุ้นต่างประเทศหนักจริง ๆ" คิดเป็น 80% ของพอร์ตลงทุนได้มั้ง พอปี 2551 เจอ “วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์” พอร์ตติดลบทันที 40% (ทำตาโต) ทั้งๆที่เลือกหุ้นดี๊ดี ซวยจริงๆ
ทำใจนานมั้ย?? โชคดีที่เป็นคนใช้เวลารักษาแผลใจไม่นาน บังเอิญชอบเสี่ยงและเรียนรู้ ฉะนั้นมีเงินเท่าไร ก็ใส่เข้าไปในตลาดหุ้นเหมือนเดิม เพราะของดีจริงเดี๋ยวราคาก็ Comeback!!
ช่วงนั้นปรับกลยุทธ์การลงทุนใหม่ยกแผง หลังเข้าใจหลักการลงทุน ผมเริ่มหันมาใส่ใจงบการเงินมากขึ้น จากไม่ค่อยได้สนใจเท่าไร ว่างๆ ก็จะหยิบหนังสือเกี่ยวกับธุรกิจมาอ่าน เรียกว่าเปิดถี่มากขึ้นจะดีกว่า (หัวเราะ) ทำให้การลงทุนในช่วงนั้น เดินตามคำแนะนำของหนังสือล้วนๆ โดยเฉพาะหนังสือที่เกี่ยวข้องกับ “วอร์เรน บัฟเฟตต์” เขาสามารถสร้างเงินเป็นพันเป็นหมื่นล้านได้ในตลาดหุ้น ฉะนั้นเขาทำได้
“ผมก็ต้องทำได้”!!
เมื่อก่อนชอบอ่านหนังสือเรื่อง “ศาสตร์แห่งบัฟเฟตต์” (Buffettology) ทุกวันนี้ก็พยายามคิดว่า ถ้าเราเป็น “วอร์เรน” จะซื้อหรือไม่ซื้อหุ้นตัวนี้ เมื่อปี 2530 “วอร์เรน” ซื้อหุ้น The coca cold (KO) ตอนนั้น P/E ประมาณ 16 เท่า ตลาดอยู่ในช่วงลง แต่เขารู้ว่าอนาคตของโค้กจะแข็งแกร่ง ซื้อแล้วจะพบหนทางแห่ง “ความคุ้มค่า” ทุกวันนี้เป็นงัย..อัตราผลตอบแทนผู้ถือหุ้น (ROE) อยู่สูงถึง 33% ขณะที่อัตรากำไรต่อหุ้น (ESP) ยืนระดับ 30% เรียกว่าเดินมาถูกทาง...
“วอร์เรน” ซื้อหุ้นโค้ก เพราะรู้ว่าราคาหุ้นไม่มีทางถูกกว่านี้อีกแล้ว มันเป็น “จุดต่ำสุด” แล้ว สุดท้ายก็เป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง เพราะวันนี้ราคาหุ้นโค้กขึ้นไปเยอะมาก หรือแม้กระทั่ง “ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร” ผู้ได้รับการยกย่องว่าเป็น “วอร์เรน บัฟเฟตต์” เมืองไทย ก็เคยซื้อหุ้น ซีพี ออลล์ (CPALL) ในปี 2551 ตอนค่า P/E อยู่ที่ 12 เท่า ทั้งๆที่มีหุ้นที่มีค่า P/E ประมาณ 5-6 เท่า เยอะแยะ แต่อาจารย์ไม่ซื้อ เพราะรู้เต็มอกว่า นี่คือ “หุ้นซูปเปอร์สต็อก” ที่ “วอร์เรน” เคยพูดไว้
ถามถึงกลยุทธ์การลงทุน?? เขาตอบว่า ผมเดินทางนี้มาจนถึงวันนี้ นั่นคือ การเน้นดูงบการเงิน 2 ตัวหลักๆ ประกอบด้วย 1.อัตรากำไรสุทธิต่อหุ้น (ESP) บริษัทที่ดีต้องมี ESP เติบโตสม่ำเสมอ หากทำได้เฉลี่ย 20% ทุกปีจะดีมาก สุดท้าย คือ อัตราผลตอบแทนผู้ถือหุ้น (ROE) ต้องขยายตัวตลอด เรียกว่ายิ่งมากยิ่งดี ตัวเลขสวยๆควรยืนระดับ 20%
แต่หากให้พิจารณาในแง่ของพื้นฐาน ผมจะกลับไปดูว่าที่ผู้บริหารพูดมาทั้งหมด เขาทำได้จริงหรือไม่
แต่หากให้พิจารณาในแง่ของพื้นฐาน ผมจะกลับไปดูว่าที่ผู้บริหารพูดมาทั้งหมด เขาทำได้จริงหรือไม่
"เผ่า" อธิบายพรางเปิดข้อมูลในเวปไซด์ Jitta.com ให้ดูตลอด เมื่อก่อนไม่เข้าใจเรื่องงบการเงิน แต่ผมจะหาความรู้จากหนังสือเรื่อง “วอร์เรน บัฟเฟตต์” และการตีความงบการเงิน ที่เขียนโดย “แมร์รี่ บัฟเฟตต์” อดีตลูกสะใภ้ของ “วอร์เรน” วิถีลงทุนลักษณะนี้ทำให้ผมมี “ผลตอบแทนทบต้น” ในตลาดหุ้นไทย 60-70% และหุ้นต่างประเทศ 40%
ถามถึงเป้าหมายการลงทุนอนาคต?? “หนุ่มเผ่า” ตอบว่า 1,000 ล้านบาท!!
ผมอยากได้ตัวเลขนี้มาก เมื่อไร “ไม่รู้” ตอนนี้พอร์ตหลักเท่าไร “ไม่บอก” (ยิ้ม) แต่หากสามารถสร้างผลกำไรทบต้นได้ปีละ 26% ต่อเนื่อง ตัวเลขนี้ไม่ไกลเกินเอื้อม ขนาด “วอร์เรน” ยัง “ปักธง” กำไรทบต้น แค่ปีละ 23% เอง ตลาดหุ้นสหรัฐอเมริกาจะทำให้ “ฝัน” ของผมเป็นจริง!! เขาเชื่อเช่นนั้น
ผมชอบเล่นหุ้นต่างประเทศ อย่างน้อยวันนี้เวปไซด์ JITTA.COM ที่ตัวเองเป็นคนก่อตั้ง เมื่อกลางปี 2555 ก็รวบรวมข้อมูลทุกอย่างของหุ้นสหรัฐอเมริกา 3,800 บริษัท เรียกว่าข้อมูลย้อนหลัง 5 ปี เวปไซด์ของเรามีหมด คุณสามารถเลือกหุ้นมาทำพอร์ตหุ้นจำลองได้ โปรแกรมจะคำนวณให้ว่า หากลงทุนหุ้นตัวนี้จะได้ผลตอบแทนเฉลี่ยเท่าไร แต่เวปจะไม่มีการวิเคราะห์ผลประกอบการ และราคาหุ้นล่วงหน้า เพราะเน้นลงทุนระยะยาวสไตล์ “วอร์เรน” อีกอย่างไม่มีคนทำงานส่วนนี้ด้วย
ส่วนตัวไม่ค่อยซื้อหุ้นไทยเท่าไร นั่นเป็นเพราะยังไม่มีบริษัทไหนถูกใจ ถามว่าหุ้นไทยที่ดีต้อง “เฟอร์เฟค” ขนาดแค่ไหน?? เขาบอกว่า “สวยข้อแรก” บริษัทต้องซื้อขายเป็นเงินสด ต้องมีกำไรจากการดำเนินงาน ที่สำคัญกำไรต้องไม่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ และบริษัทต้องมีลูกค้าจำนวนมาก เพราะหากมีเหตุการณ์ไม่คาดฝัน คุณจะได้ปลอดภัย
“สวยข้อสอง” บริษัทสามารถขึ้นราคาสินค้าได้ตามเงินเฟ้อ ยกตัวอย่าง “โค้ก” ที่สามารถขึ้นราคาขายได้ปีละประมาณ 10% ขณะที่กำลังซื้อ และมาร์เก็ตแชร์เท่าเดิม แต่เขาสามารถทำกำไรให้เติบโตได้ปีละ 10% ความลับนี้ไม่ค่อยมีใครรู้ แต่ “วอร์เรน” รู้ เขาวิเคราะห์..
หุ้นไทยพอมีสเปคแบบนี้มั้ย?? “มีแต่แพง” พฤติกรรมการซื้อหุ้นของ "วอร์เรน" เขามักชอบกลุ่มค้าปลีก แต่หุ้นกลุ่มนี้ในเมืองไทยมีราคาสูงมากแล้ว ฉะนั้นต้องหาราคาเหมาะสม กลุ่มโรงพยาบาล กลุ่มสื่อ และกลุ่มอาหาร พวกนี้เข้าข่ายหุ้นสวยแบบ “วอร์เรน” เมื่อคุณรู้กลุ่มแล้ว ก็จงไปเลือกช้อนที่ดีที่สุดเอาเอง
ส่วนตัวจะไม่ซื้อหุ้นที่เกี่ยวข้องกับการฆ่าสัตว์ เคยไปอ่านงบการเงินแล้วเห็นภาพ สัตว์โดนแขวน รู้สึกไม่อิน ไม่ดี อย่าดีกว่า ไปซื้อกลุ่มประกันชีวิตดีกว่าได้ช่วยคนด้วย
เขาเล่าถึงความสนใจใหม่ๆว่า อยากเข้าไปลงทุนในตลาดหุ้นเยอรมันที่มีหุ้นซื้อขายอยู่ราวๆ 3,000 ตัว ผมเพิ่งเรียนภาษาเยอรมันทางออนไลน์วันละ 1 ชั่วโมง ใช้เวลาเรียนประมาณ 5 เดือน
ถามว่าทำไมถึงชอบหุ้นเยอรมัน?? มันง่ายมาก ตลาดหุ้นยุโรปล่วงหมด แต่เศรษฐกิจเยอรมัน “แข็งแรง” อยู่คนเดียว โครงสร้างหลายๆอย่างของเขายังดีอยู่ สเปคลงทุนเหมือนที่คิดในใจ แต่สุดท้ายจะโดดไปซื้อเมื่อไร ขอไปศึกษาหุ้นให้ละเอียดก่อน
“เผ่า” เล่าต่อว่า ตอนนี้ถือหุ้นสหรัฐไม่เยอะเท่าไร ส่วนใหญ่เป็น “หุ้นซูเปอร์สต็อก” ประมาณ 10 ตัว มีหุ้นอยู่ตัวนึ่ง ผมไม่คิดจะขายชั่วชีวิต เพราะเชื่อว่า เมื่อเวลาผ่านไปหุ้นตัวนี้จะสามารถสร้างเงินให้ได้เป็น “พันล้าน” หุ้น แอปเปิล (APL) ผมก็มีนะ ซื้อมานานแล้ว ตอนนี้กำลังคิดว่าจะขายดีหรือเปล่า เพราะราคาขึ้นมา 700 เหรียญต่อหุ้น ดีใจไม่นานย่อตัวลงสะงั้น จริงๆเหตุผลที่ยังไม่ปล่อย เพราะผลประกอบการของเขายังดีเยี่ยม บริษัทมีเงินสดประมาณ 100,000 ล้านดอลลาร์ เขาแบ่งมาจ่ายปันผลบ้างแล้ว
ที่สำคัญบริษัทไม่มีหนี้สิน แถมมี “อัตราผลตอบแทนผู้ถือหุ้น” เฉลี่ย 25-33% ความเสี่ยงของหุ้น APL มีอย่างเดียวที่ไม่เข้าข่ายหุ้นซูปเปอร์สต็อก คือ เราไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่ากำไรสทุธิจะเติบโตขึ้นได้มากขนาดไหน เพราะไม่สามารถหยั่งรู้ได้ว่า สินค้าตัวใหม่ๆจะได้รับความนิยมอีกหรือไม่ ตรงข้ามกับของกินที่ต้องใช้บริการทุกวัน
เล็งจะช้อนกลุ่มไหนต่อ?? “มีอีกเพียบ" ไล่มาตั้งแต่หุ้น Chipotle Mexican Grill (CMG) ผู้ประกอบการธุรกิจอาหารประเภทกินง่าย มีประโยชน์ เขาเปิดเวปไซด์เกี่ยวกับร้านอาหาร CMG ให้ดู พร้อมอธิบายว่า คนต่อคิวซื้อเยอะมาก คุณดูสิ เพราะเขาไม่ใช้สารยาฆ่าแมลง และอาหารมีรสชาติอร่อย ในปี 2555 เขามีร้านอาหารอยู่ในหลายๆรัฐของสหรัฐอเมริกประมาณ 422 สาขา เพิ่มขึ้นจาก 46 สาขา ในปี 2549 เขาเน้นเปิดเองไม่มีขายแฟรนไชส์
ที่ผ่านมาผลประกอบการของหุ้น CMG “สวยงามมาก” เขามีกำไรสุทธิเฉลี่ย 200 ล้านบาท เติบโตปีละ 32% อัตรากำไรสุทธิต่อหุ้น (ESP) 32% รายได้ขยายตัวเฉลี่ย 21% และมี ROE ระดับ 22% ที่สำคัญมีหนี้สินต่ำเพียง 3 ล้านบาทเท่านั้น
ดูแล้วดีทุกอย่าง เสียอย่างเดียว!! ราคาหุ้น “โหด” มากเฉลี่ย 318.91 เหรียญ (หัวเราะ) ราคาเคยขึ้นไปสูงถึง 400 เหรียญ แต่มันเกินมูลค่าพื้นฐานไปเยอะราคาเลยย่อตัวลงมา หากราคาหุ้นลงมาแตะ 200-250 เหรียญ ผมโดดไปเก็บแน่นอน...
หุ้น Tractor Supply Company (TSCO) ผู้จำหน่ายอุปกรณ์ทำฟาร์ม ในสหรัฐอเมริกามีกลุ่มคนทำอาชีพลักษณะนี้เยอะมาก “จุดเด่น” ของหุ้น TSCO คือ เป็นเจ้าใหญ่ที่สุดที่ขายอุปกรณ์ทำฟาร์ม ความเป็น “ขั้นเทพ” ของ TSCO ยังไม่หมด เขามี “มาร์เก็ตแชร์ใหญ่เป็น 3 เท่า” ของจำนวนคู่แข่งที่เหลืออยู่ในตลาด 5 ราย คู่แข่งอันดับ 2 มีสาขาเพียง 154 สาขา ขณะที่บริษัทมีจำนวนสาขามากถึง 1,151 สาขา ใน 45 รัฐ
ความมหัศจรรย์!! ของ TSCO ยังมีอีก เขาตั้งเป้าหมายว่าอนาคตจะมีสาขาทั้งสิ้น 2,100 แห่ง เรียกว่าเติบโตอีกเท่าตัว ภายในเมื่อไรเขาไม่ได้บอก แล้วบริษัทยังมีแผนจะเพิ่มพื้นที่ขายอีกประมาณ 8% ต่อปี กระจายไปในแต่ละรัฐของอเมริกา ดูข้อมูลเพียงเท่านี้ เราก็แฮปปี้แล้ว แทบจะหลับตาลงทุนได้เลย เขามีแผนงานชัดเจน พรางเปิดข้อมูลให้ดู โอกาสขาดทุนแทบไม่ดี
เหตุผลเดียวที่ยังไม่ซื้อหุ้นตัวนี้ เพราะราคาแพง ถ้าจะซื้อคงรอให้ลงมา 75 เหรียญ เรียกว่าเซฟสุดๆ เพราะผมเชื่อว่าเขาจะมีกำไรเติบโตปีละ 15% ตอนนี้หุ้น TSCO ซื้อขายเฉลี่ย 100 เหรียญต่อหุ้น ถามว่าราคานี้ซื้อไม่ได้หรอ!! ก็พอได้ แต่นั่นแปลว่า คุณต้องมั่นใจว่าเขาจะมีอัตราเติบโตปีละ 20% แต่ผมคิดว่าเขาจะโต 15% ฉะนั้นรอดีกว่า
หุ้น TSCO มีหนี้สินแค่ 1 ล้านเหรียญ ขณะที่มีเงินสดหมุนเวียน 570 ล้านเหรียญ เห็นมั้ยแทบไม่มีความเสี่ยง ในขณะที่เขามีกำไรสุทธิ 275 ล้านเหรียญ เรียกว่าขยายสาขาใหม่แบบไม่ต้องกู้เงินเลย เขายังมีอัตราการหมุนเวียนของเงินดีมาก คือ ได้เงินสดมาก่อน แล้วอีก 3 เดือน ค่อยเอาไปจ่ายซัพพายเออร์ เท่ากับว่ามีเงินหมุนเวียนมหาศาลราวๆ 200-300 ล้านเหรียญ เขาใช้หลักการเดียวกับ “แม็คโคร-เซเว่น-เทสโก้ โลตัส”
ในมุมของผม มองว่าตลาดหุ้นสหรัฐฯดีมาก เขายังมีหุ้นดีๆให้คุณลงทุนอีกเพียบ และยังมีบริษัทที่มีมูลค่ามาร์เก็ตแคป 300,000 ล้านบาท เกลื่อนตลาด ไม่เหมือนบ้านเรามีไม่กี่บริษัท เรามีเงิน 100-1,000 ล้านบาท ไปลงทุนตลาดนอกได้สบายใจ ฉะนั้นมั่นใจว่าลงทุนตลาดหุ้นต่างประเทศในระยะยาว นอกจากชีวิตจะสุขสบายแล้ว ยังสนุกสนานอีกด้วย
หลายคนคงคิดว่า ผมจะไม่เหลียวแลหุ้นไทยอีกแล้ว คงไม่ขนาดนั้น ถ้าวันหนึ่งหุ้น ซีพี ออลล์ (CPALL) มีค่า P/E เหลือแค่ 7 หรือ 10 เท่า ผมก็ซื้อนะ หรือถ้าตลาดหุ้นเยอรมันดีจริงๆก็มุ่งหน้าไปซื้อโลด ตอนนี้ผมลงทุนในตลาดหุ้นนอกประมาณ 70-80% ที่เหลือเป็นเงินสด และลงทุนในสินทรัพย์อื่นๆ เช่น อสังหาริมทรัพย์ เป็นต้น ในอดีตเคยลงทุนหุ้น 100%
“เซียนหุ้นวีไอ” จบบทสนทนาว่า นักลงทุนที่ดี ต้องอย่าหวั่นไหวกับราคา หากมั่นใจว่าพื้นฐานดีจริง เว้นเสียแต่ว่า เจอผู้บริหารขี้โม้ หมกเม็ด เพิ่มทุนทุกปี คุณก็จงติดเครื่องหนีออกมาสะ แต่ถ้าเป็นธุรกิจที่ดี เรียกว่ายังพอเห็นแสงสว่าง คุณก็ไม่จำเป็นต้องปล่อยของหมด เหลือติ่งไว้นิดหนึ่ง เผื่อ "ลุ้น"
เส้นทางที่เลือกเดิน ผมคัดสรรมาดีแล้ว "นี่แหละเหมาะสมกับชีวิตเผ่าสุดๆ" ทุกวันนี้พ่อ-แม่ ท่านดีใจ ไม่มีอะไรต้องห่วงผู้ชายชื่อ “ตราวุทธิ์" อีกแล้ว...
ไปหน้าแรก เทคนิคการลงทุน

สัญญาณจากงบการเงิน สะท้อนอนาคตของธุรกิจ
เทคนิคการลงทุน: ทุก ๆ ไตรมาส บริษัทจะประกาศงบการเงินออกมา ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ผมจะคอยติดตามว่าหุ้นที่ตัวเองถือ รวมถึงหุ้นที่กำลังสนใจอยู่ประกาศรึยัง เพื่อที่จะได้ Load มาอ่านแล้ววิเคราะห์เพื่อใช้ในการตัดสินใจต่อไป ทีนี้ ดูงบนี่ดูกันไปทำไมครับ…
ต้องย้อนกลับมาดูหลักการทั่วไปของการซื้อธุรกิจก่อนครับ เวลาเราซื้อธุรกิจ เราก็มักจะต้องดูผลงานย้อนหลังไปหลายปี ว่ามีผลงานดีแค่ไหนผันผวนแค่ไหน เพื่อที่จะได้ใช้เป็นข้อมูลในการคาดการณ์อนาคตของธุรกิจ …ใจความสำคัญมันอยู่ตรงนี้เองครับ การซื้อธุรกิจหรือการซื้อหุ้น เราซื้อที่อนาคตของธุรกิจ ผลงานที่ผ่านมาในอดีตเป็นเพียงตัวช่วยในการคาดอนาคตเท่านั้นเอง
เพราะฉะนั้น สิ่งที่เราควรจะสนใจในงบการเงินคือสิ่งที่จะบ่งบอกให้เห็นถึงอนาคตของบริษัท พอดีว่าผมเจอบางคนที่ดีใจว่าบริษัทประกาศกำไรออกมาดี แต่กลับไม่ได้ดูเลยว่าตัวเลขเหล่านั้นบางทีมันสะท้อนให้เห็นถึงอนาคตที่ไม่สวยงามของบริษัทเท่าไหร่นัก
ยกตัวอย่างให้ดูนะครับว่า Case ข้างต้นมีหน้าตาเป็นไง
บริษัท A ทำธุรกิจรับจ้างผลิตสินค้า ปกติบริษัทนี้มียอดขายประมาณ 100 ล้านต่อไตรมาส กำไรสุทธิประมาณ 10 ล้านบาท หรือคิดเป็นประมาณ 10% ของรายได้ บริษัทนี้มีหุ้นทั้งสิ้น 10 ล้านหุ้น (คิดเป็น eps ประมาณ 1 บาทต่อไตรมาส หรือ 4 บาทต่อปี) ราคาหุ้นซื้อขายกันอยู่ประมาณ 24 บาท หรือคิดเป็น p/e ประมาณ 6 เท่า (เพราะบริษัทไม่มีการเติบโตมานาน p/e ที่ซื้อขายจึงไม่สูงนัก)
- เวลาผ่านไป บริษัทนี้ประกาศงบการเงิน Q2 ออกมาว่า บริษัทสามารถทำรายได้สูงถึง 150 ล้านบาท และทำกำไรได้ 15 ล้านบาท นักลงทุนเห็นก็ดีใจเพราะว่าบริษัทสามารถทำกำไรเพิ่มจากปกติได้ถึงประมาณ 50% เลยรีบกระโจนเข้าไปซื้อหุ้นเพราะเห็นว่าราคาหุ้นยังอยู่นิ่งๆ ไม่ตอบรับข่าวดีที่ออกมา เลยซื้อเข้า Port ไปที่ราคา 24 บาท เพราะกะว่าถ้าบริษัทกำไรได้ 15 ล้านต่อไตรมาส eps ก็จะออกมาประมาณ 6 บาทต่อหุ้น หรือคิดเป็น p/e เพียง 4 เท่าเท่านั้น
- เวลาผ่านไปอีกแล้ว บริษัทประกาศงบ Q3 ออกมาทำรายได้เพียง 50 ล้านบาท และมีผลขาดทุน 1.67 ล้านบาท หุ้นดิ่งลงอย่างรวดเร็วเพราะเห็นว่าบริษัทขาดทุน นักลงทุนท่านเดิมตัดใจขายหุ้นทิ้งไปที่ราคา 10 บาท
case ข้างต้นนี้สอนอะไรเราได้บ้าง …?
- ถ้าดูลงไปลึกๆจะเห็นว่าใน Q2 ที่บริษัททำรายได้ได้สูงนั้น เพราะว่าลูกค้ามีความจำเป็นต้องเร่งงานให้เร็วขึ้นกว่าปกติจึงได้ส่ง Order ของ Q3 มาให้บริษัทเร่งผลิตส่งให้ทันในไตรมาส 2 จำนวน 50 ล้านบาท .. รายได้จึงเพิ่มขึ้นจาก 100 มาเป็น 150
- เมื่องานของ Q3 ถูกดึงไปลงใน Q2 แล้ว 50 ล้าน พอถึงเวลา Q3 จริงๆ รายได้เลยหดลงมาเหลือเพียง 50 ล้าน
- ถ้าดูงบ Q2 ต่อก็จะเจอว่าบริษัทนั้นมี Net Profit Margin (NPM) คงที่ที่ประมาณ 10% ทั้งๆที่ปกติแล้วเมื่อบริษัทมี Vol สั่งซื้อที่มากขึ้น ถ้ากำไรต่อหน่วยใกล้เคียงเดิม NPM มักจะเพิ่ม เพราะว่าค่าใช้จ่ายขายและบริหารหลักๆนั้นมักจะมีส่วนที่เป็นต้นทุนคงที่อยู่พอสมควร แต่ในกรณีนี้ NPM ของ Q2 นั้นคงที่ที่ 10% ตามหลักของนักลงทุนที่ดี ควรจะเจาะดูให้ละเอียดว่า NPM ที่ควรจะเพิ่มขึ้นกลับคงที่ มันมีสัญญาณไม่ค่อยดีบอกเราอยู่บ้างแล้ว … ลองมาดูงบรายไตรมาสของบริษัท A กันนะครับว่าหน้าตาเป็นยังไงจริงๆ และมันส่งสัญญาณให้นักลงทุนมองอนาคตยังไงบ้าง
- งบไตรมาสก่อนหน้าของบริษัททำมาได้อย่างสม่ำเสมอ มีหน้าตาแบบนี้รายได้ 100 ล้านต้นทุนสินค้า 80 ล้านกำไรขั้นต้น 20 ล้าน คิดเป็น GPM ที่ 20%ค่าใช้จ่ายขายและบริหาร 10 ล้าน (สมมติว่าค่าใช้จ่ายด้านนี้ส่วนใหญ่เป็นเงินเดือนผู้บริหารเป็นหลักซึ่งมักจะเป็น Fix cost ที่ไม่ค่อยเปลี่ยนแปลงเท่าไหร่)กำไรสุทธิ 10 ล้านบาท คิดเป็น NPM ที่ 10%
- งบไตรมาส 2 รายได้ 150 ต้นทุนสินค้า 125กำไรขั้นต้น 25 คิดเป็น GPM ที่ 16.67 ค่าขายและบริหาร 10กำไรสุทธิ 15 ล้านบาท คิดเป็น NPM ที่ 10%
- งบไตรมาส 3 รายได้ 50 ต้นทุนสินค้า 41.67 กำไรขั้นต้น 8.33 คิดเป็น GPM ที่ 16.67% ค่าขายและบริหาร 10 ขาดทุน 1.67 ล้านบาท
นักลงทุนที่ไม่ละเอียดดูเพียงแค่อดีต ซึ่งก็คืองบ Q2 ที่ประกาศออกมาว่ามีกำไรดีโตจากปกติ 50% จึบรีบเข้าไปซื้อ แต่หารู้ไม่ว่ากำไรที่เพิมขึ้นมานั้นเป็นผลมาจาก Order ของ Q3 ที่ถูกเร่งมาส่งมอบใน Q2 นอกจากนี้ ความสามารถในการทำกำไรของบริษัทซึ่งดูได้จาก GPM นั้นลดลงจาก 20 เหลือ 16.67% ทั้งนี้สาเหตุอาจจะมาจากความรุนแรงในการแข่งขัน ทำให้บริษัทจำเป็นจะต้องลดราคาให้ลูกค้าเพื่อรักษายอดขายเอาไว้ เพราะฉะนั้นปกติถ้าเราเห็น GPM ที่ลดต่ำลงกว่าปกติเราควรจะเจาะลึกลงไปให้ดูมากขึ้นว่าที่ลดลงนั้นลดลงเพราะอะไร เป็นปัญหาชั่วคราวหรือว่าถาวร ในกรณีของบริษัท A นั้น การลดราคาเพราะต้องตัดราคาแข่งกับคู่แข่งนี้ดูจะเป็นปัญหาถาวร จนทำให้ผลงานที่ออกมาใน Q3 นั้นมี GPM พอๆกับ Q2
ถ้าไม่มีปัจจัยอะไรเปลี่ยนแปลงมากมายนับจากนี้ นักลงทุน VI ที่มีประสบการณ์ก็พอจะประมาณงบของไตรมาสต่อ ๆ ไปได้หลังจากประมาณงบ Q3 ว่าน่าจะออกมาประมาณนี้รายได้ 100 ต้นทุนสินค้า 83.33 กำไรขั้นต้น 16.67 ค่าขายและบริหาร 10 กำไรสุทธิ 6.67 คิดเป็น 0.67 ต่อหุ้นต่อไตรมาส หรือ eps เท่ากับ 2.67 บาทต่อปี
- เมื่อเห็นว่า แม้บริษัทน่าจะสามารถทำกำไรได้ลดลงจากปกติ 4 บาทต่อหุ้นเหลือเพียง 2.67 บาทต่อหุ้น แต่ราคาหุ้นที่ดิ่งลงก็ตอบสนองกับข่าวร้ายซะจนเกินเหตุเหลือเพียง 10 บาท คิดเป็น p/e ประมาณ 3.7 เท่า VI ที่มีประสบการณ์ก็อาจจะใช้โอกาสนี้เข้ามาซื้อหุ้นที่ราคาต่ำเกินจริงๆและสามารถทำกำไรได้ไม่ยากนัก
ตัวอย่างที่แสดงข้างต้นนี้เป็นเพียงตัวอย่างสมมติที่ผมคิดตัวเลขง่ายๆมาใช้ แต่ในสถานการณ์จริงๆ ผมก็เห็นสิ่งเหล่านี้เกิดอยู่ในตลาดหุ้นอยู่เรื่อยๆ รายละเอียดอาจจะคล้ายๆ แบบนี้บางกรณีอาจจะมีความซับซ้อนกว่านี้ แต่นักลงทุนที่ดีก็จะเจาะรายละเอียดของงบการเงิน เพื่อดูถึงสัญญาณต่างๆที่งบการเงินพยายามจะบอกเราให้เห็นถึงโอกาสหรือวิกฤตที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ทุกวันในตลาดหุ้น
หมายเหตุ
- บริษัท A นี้เป็นแสดงถึง Negative signal ที่งบบอกให้เราเห็น แม้ว่าบริษัทจะสามารถกำไรสุทธิได้มากขึ้น ซึ่ง case แบบนี้มักจะทำให้นักลงทุนเจ็บตัว
- ในขณะที่บางบริษัทอาจจะแสดง Positive Signal ในลักษณะที่ตรงข้ามกับบริษัท A คือบริษัทอาจจะแสดงกำไรสุทธิที่ลดต่ำลง แต่ถ้าเจาะลงไปให้ลึกแล้วจะเห็นว่าบริษัทมีความสามารถในการทำกำไรที่เพิ่มขึ้นด้วยซ้ำ ถ้าราคาหุ้นในตลาดลดต่ำมากเพราะตลาดเห็นว่าบริษัททำกำไรได้ลดลง ทั้งๆที่งบการเงินกำลังส่งสัญญาณเป็นบวกให้กับเรา .. นี่แหละครับจะเป็นโอกาสการทำกำไรที่ดีของนักลงทุนที่ทำการบ้านและมีความเข้าใจงบการเงินที่ดีกว่า
สัญญาณจากงบการเงิน บทความโดย สันติ สิงหวังชา

‘ลงทุนตามรอย คุณปู่วอเร็น’ (How Buffett Does It!)
ข้อ 1 เลือกความเรียบง่ายมากกว่าความซับซ้อน
ที่มา sarut-homesite.net
- บัฟเฟตต์แนะนำว่า “เมื่อลงทุน ทำให้เรียบง่าย ชัดเจน อย่าพยายามหาคำตอบที่ซับซ้อน จากคำถามที่ซับซ้อน”
ทำให้ง่าย คือ เป้าหมายของเรา ซื้อหุ้นของบริษัทที่ดี ดำเนินการบริหารโดยคนที่ซื้อสัตย์สุจริตและเชื่อถือได้ ซื้อหุ้นในราคาถูกเมื่อเทียบกับมูลค่าที่แท้จริง คำนวณถึงศักยภาพการดำเนินธุรกิจในอนาคต (มองว่าในอนาคตบริษัทจะยังอยู่ได้อย่างยั่งยืนหรือไม่) อยู่กับอุตสาหกรรมที่เราเข้าใจ
- จงมองหาธุรกิจที่ทำอย่างเดียวกันกับที่เคยทำเมื่อทศวรรษที่แล้ว เพราะมันทำให้เขาสามารถคาดเดาอนาคตของบริษัทได้ง่ายขึ้น ส่วนบริษัทที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วนั้น จะทำให้คุณตัดสินใจผิดพลาดได้ง่าย
ข้อ 2 ตัดสินใจลงทุนด้วยตัวคุณเอง
- อย่าเชื่อโบรกเกอร์,นักวิเคราะห์ หรือผู้รู้ จงเชื่อตัวคุณเอง แต่ในที่นี้ไม่ได้หมายความว่าเราจะปิดหู ปิดตา ไม่รับข้อมูลใดๆจากพวกเขาเหล่านี้ เพียงแต่เมื่อได้ข้อมูลมาให้เรานำมาวิเคราะห์ แยกแยะ และตัดสินใจด้วยเหตุผล รวมทั้งคุณต้องศึกษาประวัติ พื้นฐานของบริษัทมาให้ดีก่อนที่จะลงทุน
- ไม่ลงทุนโดยฟังมาจากผู้เชี่ยวชาญในตลาดโดยปราศจากการไตร่ตรอง เพราะเขาเหล่านี้ทำเงินมาจากค่าคอมมิสชั่นและภาษีของคุณ
ข้อ 3 จงมีสติ
- “ปล่อยให้คนอื่นๆตื่นตระหนกไปกับตลาด แล้วเมื่อมันสงบคุณจะได้ประโยชน์จากมัน” การมีสตินั้นยังหมายถึงการมีวินัยเมื่อตลาดพุ่งทะยานขึ้น และคนอื่นๆกำลังละโมบและดีใจ เพราะสติจะเป็นตัวจักรสำคัญเมื่อสิ่งต่างๆไม่ได้เป็นไปตามที่คุณหวังไว้
เกรแฮมพูดไว้ว่า “ปัญหาใหญ่และศัตรูตัวฉกาจของนักลงทุนคือ ตัวเขาเอง”
- บัฟเฟตต์มีเกณฑ์สำคัญที่คุณควรจะนำไปใช้ คือ ถ้าใครไม่สามารถรับได้ว่า หุ้นที่ถืออยู่ราคาจะตกลงครึ่งหนึ่งในช่วงข้ามคืน ก็ไม่ควรเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นตั้งแต่แรก คุณจะต้องมีความสามารถที่จะลงทุนในบริษัทที่ดี และมีความมั่นใจกับมันหรือไม่ก็อย่าซื้อมัน คุณปู่ยังบอกอีกว่า “มันจะไม่เข้าท่าเลย ถ้าคุณขายหุ้นของบริษัทดีๆเมื่อมีความกลัวลอยอยู่ในอากาศ”
ข้อ 4 จงอดทน
- ชาลี มังเกอร์ พูดถึงเรื่องของความอดทนไว้อย่างน่าสนใจว่า “การลงทุน คือ การหาบริษัทดีๆ 2-3 บริษัท แล้วนั่งทับมันไว้” และ “ความผิดพลาดในการลงทุนเป็นเรื่องที่น่าหงุดหงิด ความอดทนที่น้อยเกินไปคือส่วนหนึ่งของความหงุดหงิดนั้น”
- สำหรับบัฟเฟตต์ เป็นนักลงทุนทศวรรษ แทนที่จะเป็นนักลงทุนรายวัน เพราะเขามองหาทางทำกำไรจากบริษัทไม่ใช่การทำกำไรจากตลาดหุ้น ตลาดหุ้นเป็นเพียงแค่สื่อกลางในการที่จะเสนอราคาเท่านั้น ง่ายๆคือ บัฟเฟตต์ ซื้อหุ้นแล้ว Let Profit Run เพียงแต่คุณต้องหาบริษัทที่ดีมากกกกกกกๆๆๆ แล้วกอดมันไว้ แล้วถ้าบริษัทที่ดีนั้น ราคาตก ก็ซื้อเก็บ รอให้ตลาดมองเห็นมูลค่าที่แท้จริงของมัน
ข้อ 5 ซื้อธุรกิจไม่ใช่ซื้อหุ้น
บัฟเฟตต์กล่าวว่า “จงจำไว้ว่าเมื่อคุณซื้อหุ้น คุณได้ซื้อส่วนของธุรกิจนั้นจริงๆ หุ้นไม่ได้มีอะไรในตัวมันเองนอกจากการเป็นตัวแทนของกิจการ”
การลงทุนไม่ใช่การเล่นกับตลาด แต่มันเกี่ยวกับการซื้อธุรกิจที่ดี ถึงแม้ในระยะยาวแล้วธุรกิจที่ดีอาจจะไม่ใช่คำตอบสุดท้าย แต่ในทางกลับกันธุรกิจที่ไม่ดี ไม่ได้ช่วยอะไรเลยทั้งในระยะสั้นและระยะยาว สิ่งสำคัญที่สุดที่คุณต้องทำก่อนจะซื้อหุ้น คือ คิดให้ไกลและคิดให้หนัก เกี่ยวกับพื้นฐานและอนาคตของธุรกิจ แล้วให้มองว่าตัวเราเป็นนักธุรกิจไม่ใ่ช่นักเล่นหุ้น
หลักการสำคัญที่บัฟเฟตต์ใช้เลือกซื้อหุ้น
- เขาสามารถเข้าใจธุรกิจนั้นได้
- บริษัทมีประวัติการดำเนินงานที่ดีเป็นระยะเวลายาวนาน
- ดำเนินธุรกิจโดยผู้บริหารที่มีความสามารถและมีความซื่อสัตย์สุจริต
- ราคาหุ้นน่าสนใจ
ข้อ 6 จงมองหาบริษัทที่มีแฟรนไชส์
- บริษัทที่มีแฟรนไชส์ เปรียบเสมือนธุรกิจที่มีกำแพงและคูเมืองล้อมรอบอยู่ เพราะสามารถป้องกันและต้านทานศัตรูที่จะบุกเข้ามาได้ ธุรกิจแฟรนไชส์ในความหมายของเขา หมายถึงธุรกิจที่มีสิทธิพิเศษบางอย่างและสามารถรับประกันความสำเร็จของธุรกิจได้
ธุรกิจที่มีแฟรนไชส์นั้นต้องขายผลิตภัณฑ์หรือให้บริการที่
1. จำเป็นหรือที่ตอบสนองความต้องการ (ความโลภ)
2. ไม่ต้องการเงินลงทุนที่มากเกินไป เช่น บริษัทเทคโนโลยี นี่ไม่ใช่แล้ว ไม่เข้าข่ายเลย เพราะว่าต้องใช้เงินทุนจำนวนมากเพื่อปรับปรุงและพัฒนาสินค้าตลอดเวลา
3. เป็นผู้นำตลาดและไม่มีคู่แข่งที่ใกล้เคียง
4. สามารถขึ้นราคาสินค้าหรือบริการได้อย่างอิสระ ผลักภาระให้ผู้ซื้อได้
สิ่งที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งเมื่อคุณจะซื้อธุรกิจที่มีแฟรนไชส์นั่นก็คือ การรอซื้อในราคาที่เหมาะสม
ข้อ 7 ซื้อโลเทค ไม่ใช่ไฮเทค
- บัฟเฟตต์ ซื้อบริษัททำอิฐ บริษัทสี บริษัทพรม บริษัทเฟอร์นิเจอร์ และบริษัทชุดชั้นใน ธุรกิจเหล่านี้เป็นธุรกิจที่บัฟเฟตต์รักที่จะเป็นเจ้าของ เพราะมันสามารถเข้าใจได้ง่าย มั่นคงด้วยกระแสเงินสดที่คาดเดาได้ ไม่มีอะไรหวือหวาน่าตื่นเต้น แต่เป็นธุรกิจที่ดี บริษัทเข้มแข็งจะไม่ค่อยเปลี่ยนแปลง สามารถนำรายได้และผลกำไรที่เติบโตขึ้นทุกๆปี แต่เขาจะไม่ซื้อบริษัทที่เป็นคลื่นลูกใหม่ ใช้เทคโนโลยีล่าสุด เพราะผลตอบแทนที่ได้จากธุรกิจประหลาดๆเหล่านี้มักจะไม่ค่อยตกไปถึงมือนักลงทุน
- ลองเปรียบเทียบหุ้นกับผู้หญิง ผู้หญิงประเภทไหนที่คุณจะชวนไปเต้นรำ? ระหว่างสาวหน้าใหม่น่าตื่นเต้นที่คุณเพิ่งพบที่ทุกคนคิดว่าเซ็กซี่แต่ไม่มีใครรู้จักเธอ หรือสาวข้างบ้าน ที่ดูน่าเบื่อแต่เพรียบพร้อมไปด้วยคุณสมบัติ
บัฟเฟตต์แนะนำให้ชวนสาวข้างบ้าน เพราะความเซ็กส์ซี่ของธุรกิจคลื่นลูกใหม่ จะสร้างปัญหาให้กับการคาดเดาอนาคตของบริษัทในระยะยาว แม้ว่าจะสร้างผลตอบแทนที่ดีในระยะสั้นแต่มันจะจบลงในระยะเวลาไม่นาน
จงหลีกเลี่ยงหุ้นที่จะได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและการแข่งขัน ให้มองหาธุรกิจที่จะเปลี่ยนแปลงในอนาคตก็ต่อเมื่อจะขยายธุรกิจเท่านั้น
ข้อ 8 ลงทุนแบบมุ่งเน้น
- บัฟเฟตต์กล่าวว่า “ถ้าคุณพบหุ้นที่ดี ทำไมคุณถึงซื้อหุ้นแค่นิดเดียว” เขาเชื่อมั่นในการลงทุนแบบมุ่งเน้น และปฏิเสธการกระจายความเสี่ยง เพราะจะสร้างผลตอบแทนอย่างน่าอัศจรรย์ในระยะยาว
บัฟเฟตต์แนะนำว่า ให้ซื้อหุ้น 5-10 บริษัทที่ดีๆ ในราคาถูกและซื้อให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะคุณสามารถติดตามผลการดำเนินการรวมทั้งข้อมูลข่าวสารของบริษัทได้ง่ายกว่าการลงทุนในหุ้น 20-30 ตัว
- พอร์ตการลงทุนแบบมุ่งเน้น เป็นกลยุทธ์ที่ตรงกันข้ามกับการกระจายความเสี่ยง คุณจะอยู่ห่างไกลจากสิ่งที่กระตุ้นและอารมณ์เมื่อคุณเอาไข่ทั้งหมดใส่ไว้ในตะกร้าใบเดียว นี่คือพลังของการลงทุนแบบมุ่งเน้นที่จะทำให้คุณควบคุมตัวเองได้
ข้อ 9 ฝึกที่จะอยู่นิ่ง
บัฟเฟตต์ชอบซื้อหุ้น แต่การขายหุ้นนั้นแตกต่างโดยสิ้นเชิง เขาเปรียบนักลงทุนที่ชอบการเคลื่อนไหวว่า เหมือนกับผึ้งที่ชอบตอมดอกไม้ไปเรื่อยๆไม่มีวันจบสิ้น
เขาแนะนำว่า ถ้าคุณเจอดอกไม้ที่คุณชอบ จงติดอยู่กับมัน พยายามต้านอารมณ์ความเคลื่อนไหวในตัวคุณ การเคลื่อนไหวบ่อยๆ จะทำให้เกิดค่าใช้จ่ายมากขึ้น เช่น ค่านายหน้า หรือภาษี ซึ่งค่าใช้จ่ายเหล่านี้จะไม่เกิดขึ้นกับนักลงทุนระยะยาว
การซื้อขายหุ้นเพราะเห็นแก่กำไรเล็กๆน้อยๆ การซื้อขายมากๆ เป็นเครื่องหมายการค้าของนักลงทุนที่โลเล ซึ่งมักจะจบลงด้วยการขาดทุนมากกว่าจะกำไร
ข้อ 10 อย่ามองตัววิ่ง (ราคาหุ้น)
ราคาเป็นทุกสิ่งทุกอย่างของนักเก็งกำไร แต่การลงทุนเป็นอะไรที่มากกว่าราคา ถ้าคุณเป็นนักลงทุนเน้นคุณค่าที่ไม่สนใจในการเคลื่อนไหวขึ้นหรือลงของราคาหุ้นในระยะเวลาสั้นๆ ถ้าคุณเป็นเจ้าของหุ้นในธุรกิจที่ดี คุณไม่จำเป็นจะต้องใส่ใจกับราคาหุ้นในระยะสั้น ส่วนในระยะยาวนั้น พื้นฐานของธุรกิจจะเป็นผู้ดูแลราคาของคุณเอง
เพราะการดูราคาหุ้นทุกวัน จะนำคุณไปสู่อารมณ์ของการเคลื่อนไหวในราคาหุ้น ราคาหุ้นในที่สุดแล้วจะสะท้อนมูลค่าของธุรกิจเสมอ เพียงแต่ราคาของหุ้นในอนาคตนั้นจะไม่ถูกขับเคลื่อนไปด้วยความบ้าคลั่งของวันนี้ แต่จะถูกขับเคลื่อนด้วยผลกำไรของวันพรุ่งนี้
บัฟเฟตต์เปรียบเทียบการลงทุนกับการดูเบสบอลว่า “จุดสำคัญอยู่ที่การดูเกมส์ในสนามไม่ใช่การดูที่สกอร์บอร์ด” การจะดูว่าคุณภาพของทีมที่คุณเชียร์เป็นอย่างไรแล้วมีโอกาสที่จะชนะในอินนิ่งต่อไปหรือไม่ ที่ๆคุณจะดูผู้เล่นของทีมคุณคือ ในสนาม
เบน เกรแฮม พูดไว้ว่า “ในระยะสั้นตลาดหุ้นเป็นเพียงเครื่องมือในการออกความเห็น (เรื่องของราคา) แต่ในระยะยาวแล้วตลาดจะเป็นเครื่องชั่งน้ำหนัก (เรื่องของมูลค่า)
ข้อ 11 มองตลาดหุ้นขาลงในเป็นโอกาส
- การลงทุนของบัฟเฟตต์ครั้งสำคัญๆ ส่วนมากแล้วจะเกิดขึ้นตอนตลาดหมี เมื่อราคาหุ้นของกิจการที่ดีลดราคา หรือเมื่อบริษัทดีๆประสบกับปัญหาที่เข้ามารุมล้อมชั่วคราว และราคาของหุ้นได้ถูกกดดันให้ลดต่ำลง ซึ่งทำให้เกิดโอกาสที่ยิ่งใหญ่ในการซื้อหุ้นที่ราคาย่อมเยา ฉะนั้น จงมองหาบริษัทที่มีคุณภาพที่กำลังลดราคา สำหรับคุณภาพนั้นหมายถึง พื้นฐานที่รองรับธุรกิจและคุณภาพของทีมบริหาร
- เบน เกรแฮม เขียนไว้ว่า “ถ้านักลงทุนผู้ใดยอมให้ความตื่นกลัวหรือความไม่เหมาะสมเข้ามาครอบงำจิตใจ และกังวลใจจากการตกต่ำของตลาดอย่างไม่เหมาะสม นักลงทุนผู้นั้นจะถูกแปลงสภาพจากความได้เปรียบไปสู่ความเสียเปรียบ การแกว่งตัวของราคานั้นมีความหมายที่สำคัญอย่างเดียวกับนักลงทุน คือ มันสร้างโอกาสให้ซื้ออย่างชาญฉลาดเมื่อราคาตกต่ำลงอย่างรวดเร็ว และขายอย่างชาญฉลาดเมื่อราคาพุ่งสูงมากอย่างไม่เหมาะสม”
ข้อ 12 อย่าตีบอลทุกลูกที่ขว้างมา
วอเร็น พูดว่า”การตัดสินใจลงทุนที่ถูกต้องปีละครั้ง นั้นถือว่าทำได้ดีมากแล้ว” การตัดสินใจลงทุนน้อยคร้ังก็สามารถรับประกันความสำเร็จได้เป็นอย่างดี ทั้งนี้เขาเปรียบนักลงทุนว่า เหมือนกับผู้เล่นเบสบอลที่ยืนอยู่บนโฮมเบสที่พร้อมจะตีลูก ตลาดหุ้นก็เหมือนกับผู้เล่นฝ่ายตรงข้ามที่ขว้างลูกมาให้นักลงทุนตีอยู่ตลอดเวลา
แต่บัฟเฟตต์แนะนำว่า อย่าตีบอลทุกลูกที่ขว้างมา จงอดทนแล้วให้ลูกบอลถูกขว้างผ่านไป ให้รอเฉพาะลูกสวยๆ ตีง่ายๆ ที่ถูกขว้างมาแล้วค่อยตี
เขาอธิบายว่า ให้ซื้อธุรกิจที่ดีที่มาพร้อมด้วยกำไรในอนาคดที่เข้มแข็ง บริหารโดยผู้ที่มีความสามารถ และมีจริยธรรม สามารถซื้อได้ในราคาที่เหมาะสม แต่ถ้าบอลที่ขว้างมาไม่เข้าข่ายเหล่านี้ เขาก็จะปล่อยให้ผ่านไป
ข้อ 13 อย่าสนใจเรื่องมหภาค สนใจแต่เรื่องจุลภาค
บัฟเฟตต์เคยพูดไว้ว่า เรื่องใหญ่ๆอย่างเรื่องแนวโน้มเศรษฐกิจเป็นเรื่องภายนอกธุรกิจอย่าไปใส่ใจกับมัน จงสนใจแต่เรื่องเล็กๆที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจโดยตรง
เขาแนะนำว่า อย่าสนใจเรื่องระยะสั้นของตลาดหุ้น จงสนใจแต่เรื่องโอกาสทางธุรกิจในระยะยาวในหุ้นที่จะลงทุน เพราะถ้าคุณใช้เวลาไปกับการกังวลว่าตลาดจะไปในทิศทางไหนในเดือนหน้าหรือปีหน้า คุณจะเสียเวลาเปล่า คุณควรจะเป็นนักวิเคราะห์ธุรกิจ มากกว่าที่จะเป็นนักวิเคราะห์เศรษฐกิจของประเทศ, ตลาดหุ้น หรือหลักทรัพย์ คุณควรใช้เวลาที่มีกับข้อมูลของบริษัทที่แน่ชัด มันไม่คุ้มกับการที่คุณจะนำเอาข้อมูลที่ไม่ชัดเจน(การเดา) มาทดแทนกับข้อมูลรายละเอียดที่เกี่ยวข้องกับบริษัทของคุณซึ่งคุณได้ไตร่ตรองมาเป็นอย่างดีแล้ว
ข้อ 14 จับจ้องมองการบริหาร
วอเร็น บัฟเฟตต์ มักจะมองหาธุรกิจที่ยิ่งใหญ่ที่มาพร้อมกับผู้บริหารที่ยิ่งใหญ่เสมอ ต่อไปนี้คือสิ่งสำคัญที่ควรจะพิารณาก่อนที่จะเริ่มลงทุน
1. ทีมผู้บริหารทำงานเพื่อผู้ถือหุ้น หรือทำงานเพื่อสร้างความมั่งคั่งให้ตัวเขาเองโดยใช้ทรัพยากรของผู้ถือหุ้น (เช่น เงินเดือนก้อนโต, โบนัสก้อนใหญ่, สิทธิในการซื้อหุ้น และสิ่งของฟุ่มเฟือยต่างๆ)
2. ผู้บริหารใช้งบประมาณของบริษัทอย่างรอบคอบ หรือเป็นผู้บริหารที่ใช้เงินสิ้นเปลือง
3. ผู้บริหารทุ่มเทเพื่อเพิ่มมูลค่าของบริษัทให้กับผู้ถือหุ้นและใช้จ่ายเงินลงทุนอย่างเหมาะสมหรือไม่
4. ผู้บริหารมีโครงการซื้อหุ้นคืนเพื่อประโยชน์ของผู้ถือหุ้นและหลีกเลีี่ยงการออกหุ้นใหม่ที่จะทำให้มูลค่าของหุ้นลดลงหรือไม่
5. ผู้ถือหุ้นถูกปฏิบัติอย่างหุ้นส่วนหรือเป็นเพียงแค่หุ่นไล่กา
6. รายงานประจำปีของบริษัทเปิดเผยข้อมูลอย่างถูกต้องตรงไปตรงมาหรือว่ามีแต่เรื่องไร้สาระ
7. ผู้บริหารรายงานข้อมูลทางบัญชีที่ถูกต้อง หรือพยายามที่จะปกปิดข้อมูลความจริง
สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ จริยธรรมและความสามารถของผู้บริหาร เมื่อบัฟเฟตต์ตัดสินใจที่จะลงทุนเขาจะต้อง ลงเรือลำเดียวกันกับผู้นำของบริษัท บัฟเฟตต์พูดว่า คุณสามารถขาดทุนกับผู้บริหารที่ดีๆได้ แต่คุณไม่มีวันที่จะทำกำไรได้จากผู้บริหารที่แย่ๆ (นอกจากจะมีการตกแต่งตัวเลข)
ข้อ 15 ราชาแห่งวอลสตรีทนั้น ไม่ใส่เสื้อผ้า
การวิเคราะห์ทางเทคนิกนั้นสวนทางกับกรอบแนวความคิดการลงทุนของบัฟเฟตต์โดยสิ้นเชิง การวิเคราะห์ทางเทคนิคนั้นอยู่บนพื้นฐานของการดูปริมาณ กราฟ และการเคลื่อนไหวของตลาดในการเลือกหุ้น ส่วนวิธีของบัฟเฟตต์นั้นอยู่บนพื้นฐานของการดู’มูลค่าของธุรกิจ’ (คาดว่า การไม่ใส่เสื้อผ้า น่าจะเป็นอะไรที่กล่าวถึงความไม่ซับซ้อนของการวิเคราะห์ข้อมูล แต่คำนึงถึงพื้นฐานและมูลค่าของธุรกิจ ไม่ได้หมายความว่าคุณปู่ของเราไม่ใส่เสื้อผ้านะฮะ)
ข้อ 16 ฝึกที่จะคิดให้เป็นอิสระ
บัฟเฟตต์เรียนรู้บทเรียนที่สำคัญมาจาก เบน เกรแฮม นั่นคือ “คุณไม่ถูก และไม่ผิด เพราะว่าคนอื่นๆเห็นด้วยกับคุณ แต่คุณจะถูกเพราะว่าข้อเท็จจริงและเหตุผลของคุณนั้นถูกต้อง” ไม่ว่าคนส่วนมากหรือคนที่มีชื่อเสียงจะเห็นด้วยกับคุณ มันไม่ได้ทำให้คุณถูกหรือผิด ความคิดที่ถูกนั้นต้องมาจากข้อเท็จจริงที่ถูกต้อง นั่นจะทำให้คุณถูก นี่คือหัวใจของการคิดอย่างอิสระ และนั่นคือการใช้ข้อมูลและเหตุผลเพื่อหาบทสรุป แล้วยึดอยู่กับบทสรุปนั้น โดยไม่สนใตว่าจะมีหรือไม่มีคนเห็นด้วยกับคุณ
มองย้อนกลับไปในช่วงฟองสบู่ดอทคอม แสดงให้เห็นคุณค่าของการคิดอย่างอิสระของบัฟเฟตต์ เพราะถ้าเขาหลงมัวเมาไปกับราคาหุ้นที่พุ่งขึ้นอย่างมากมายและตัดสินใจลงทุนไปกับมวลชน ก็อาจจะไม่มีคุณปู่ในตำนานอย่างตอนนี้ แต่คุณปู่เลือกที่จะมองคนอื่นเริงระบำไปบนกำไรก้อนโตจากหุ้นไฮเทค อีกทั้งยังถูกเยาะเย้ยจากนักลงทุนและนักวิชาการหลายๆคนถึงความสามารถของเขา แต่เขาก็ไม่สนใจ เพราะบริษัทไฮเทคเหล่านี้อยู่นอกเหนือความเข้าใจของเขา เมื่อฟองสบู่แตกคนอื่นได้รับผลกระทบและเจ็บหนัก แต่คุณปู่ของเราไม่ได้รับผลกระทบน้อยมากถ้าเทียบกับคนอื่นๆ
กลยุทธ์การลงทุนใดๆที่อยู่บนพื้นฐานของการทำโพลความคิดเห็นของผู้อื่นมากกว่าการใช้ความคิดของตัวเอง กลยุทธ์แบบนั้นคือกลยุทธ์ที่แย่ที่สุด
ข้อ 17 จงอยู่ในขอบเขตความรู้ของคุณ
เมื่อถึงเวลาที่บัฟเฟตต์ต้องเลือกว่าจะลงทุนในธุรกิจไหนดี เขาจะลงทุนในอุตสาหกรรมและบริษัทที่เขารู้สึกสบายใจที่จะเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย แล้วเขายังเคร่งครัดมากในเรื่องที่เกี่ยวกับขอบเขตของความรอบรู้ เขาจะไม่ลงทุนในอะไรก็ตามที่อยู่นอกขอบเขตนั้น และเขายังอดกลั้นต่อความเย้ายวนที่จะทำให้ขอบเขตของเขาใหญ่ขึ้น ที่จริงแล้วเขาพูดว่าขนาดของขอบเขตความรู้นั้นไม่ใช่สิ่งสำคัญ แต่สิ่งที่สำคัญก็คือการรู้ว่าขอบเขตของมันอยู่ที่ไหน และให้อยู่แต่ภายในขอบเขตนั้น ขอบเขตที่เลือนลางจะเป็นหนทางสู้ความผิดพลาดในการลงทุนอย่างมหันต์ เรื่องที่อยู่นอกขอบเขต เรื่องใหม่ๆ เรื่องน่าตื่นเต้นนั้นจะนำไปสู่ความอลหม่านของฝูงชน
ข้อ 18 อย่าสนใจการพยากรณ์ตลาดหุ้น
สิ่งสำคัญก็คือ ให้มองที่ผลการดำเนินงานที่ได้รับการพิสูจน์แล้ว มากกว่าการมองด้วยการคาดคะเนและการคาดเดา อย่าปล่อยให้การทำนายแหกลูกตาคุณ จงจับจ้องอยู่กับอะไรก็ตามที่สำคัญจริงๆ จงอยู่กับฐานะบริษัท ไม่ใช่ฐานะของตลาด ใช้เวลาของคุณไปกับการวิเคราะห์ผลการดำเนินงานในอดีตและในปัจจุบันของบริษัท เพื่อที่จะได้ข้อมูลและไอเดียเกี่ยวกับบริษัทในอนาคต มองหาโอกาสที่น่าเชื่อถือ และอย่าปล่อยให้เสียงรบกวนของการทำนายตลาดเข้ามาขวางทางในการติดสินใจของคุณ ยิ่งตลาดมีการเก็งกำไรมาก มีการแปรปรวนมาก ยิ่งจะทำให้คนหันไปพึ่งพาความช่วยเหลือของการพยากรณ์ตลาดมากเท่านั้น แต่ในเมื่อการพยากรณ์นั้นมีโอกาสน้อยมากที่จะถูก ยิ่งมีคนอ้างว่าการพยากรณ์ของเขานั้นแม่นยำมากเพียงใดในตลาดที่แปรปรวน คุณยิ่งต้องเพิ่มความระมัดระวังมากขึ้นเท่านั้น
ข้อ 19 รู้จักกับ นายตลาด และ Margin of Safety
บัฟเฟตต์อธิบายถึงนายตลาดว่า เขาคือหุ้นส่วนทางธุรกิจของคุณคนหนึ่งที่มีปัญหาทางด้านอารมณ์ เขาจะปรากฏตัวขึ้นทุกๆวัน และเขาจะเสนอราคาที่จะขอซื้อหุ้นในส่วนของคุณ และไม่ต้องการขายหุ้นของเขา เมื่อเขามองเห็นแต่สิ่งดีๆในธุรกิจ แต่เขาจะขายหุ้นในส่วนของเขาให้กับคุณ เมื่อเขาเห็นว่าทุกอย่างในตลาดเป็นปัญหาไปหมด บัฟเฟตต์บอกว่ากุญแจสำคัญอยู่ที่คำพูดของเกรแฮมที่ว่า “อย่าตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของนายตลาด” ความหดหู่ของเขาสามารถปกคลุมไปได้ทั่วและความอิ่มเอิบใจของเขาก็สามารถทำให้คุณหลงมัวเมาได้เช่นกัน
บัฟเฟตต์พูดว่า “อ่านอารมณ์ของเขาให้ออก และควรพิจารณาอารมณ์นั้นอย่างถี่ถ้วน แต่อย่าตกลงไปอยู่ในหลุมพรางของอารมณ์นั้นซะเอง” หลักการสำคัญอีกข้อหนึ่งของ เบน เกรแฮม ก็คือ Margin of Safety นั่นคือ ราคาของหุ้นที่ต่ำกว่ามูลค่าของธุรกิจนั้นมากๆ คุณคงไม่ต้องการให้ราคาของหุ้นที่ซื้อกับมูลค่าที่แท้จริงของธุรกิจใกล้เคียงกัน แต่คุณคงต้องการช่องว่างมากๆ นั่นคือ การที่คุณซื้อหุ้น 1 ดอลล่าร์ ในราคา 40 เซ็นต์ คุณควรใช้ความไร้เหตุผลของนายตลาดให้เป็นประโยชน์ เมื่อเขาเกิดอาการหดหู่อย่างร้ายแรง เขาจะทำให้ตลาดหุ้นดิ่งลงเหว นั่นจะเป็นโอกาสสำหรับคุณที่สามารถสร้าง Margin of Safety ให้กับคุณได้เมื่อซื้อหุ้น
ข้อ 20 จงกลัวเมื่อคนอื่นกำลังโลภ และจงโลภเมื่อคนอื่นกำลังกลัว
เมื่อนักลงทุนส่วนใหญ่กำลังโลภ บัฟเฟตต์จะระมัดระวังตัว แต่เมื่อใดที่นักลงทุนส่วนใหญ่ตื่นกลัว บัฟเฟตต์ก็จะโลภ และช่วงนี้เป็นเวลาที่เขารอคอย เพราะเขาจะฉกฉวยโอกาสในการซื้อบริษัทที่ดีในราคาหุ้นที่ตกต่ำ เป็นที่รู้กันว่าบัฟเฟตต์ตื่นกลัวในช่วงของตลาดกระทิงอินเตอร์เน็ต เมื่อทุกคนกำลังซื้อหุ้นด้วยความโลภ เขาไม่เสียเงินเลยสักกะดอลล่าร์ในขณะที่คนอเมริกันเป็นล้านจบลงด้วยความสูญเสีย บางคนถึงกับหมดตัวออกจากตลาดไปเลย
ข้อ 21 อ่าน อ่านให้มาก แล้วคิดให้ดี
บัฟเฟตต์เชื่อว่า อุตสาหกรรมการลงทุนนั้นไม่เหมือนกับอุตสาหกรรมอื่นๆ การที่จะลงทุนนั้นคุณต้องสะสมความรู้ แต่เราก็ควรที่จะเลือกอ่านแต่หนังสือที่มีประโยชน์เหมาะสมต่อนักลงทุนแบบเน้นคุณค่า (หรือที่เหมาะกับการลงทุนของคุณ) แล้วหนังสือประเภทไหนที่ไม่เหมาะกับคุณก็อย่าไปสนใจเพราะมันจะทำให้คุณเสียเวลาเปล่า
ข้อ 22 ใช้แรงม้าของคุณให้เต็มที่
วอเร็น บัฟเฟตต์ บอกว่าคนทั่วๆไปมีเครื่องยนต์ขนาด 400 แรงม้า แต่สามารถใช้ได้จริงเพียง 100 แรงม้าเท่านั้น (อีกนัยหนึ่ง คนที่ฉลาดมักจะถูกกวนใจจากงานที่ล้นมือ และจะทำในสิ่งที่ไม่มีเหตุผล)
บัฟเฟตต์ พูดว่าใครก็ตามที่สามารถใช้แรงม้าได้เต็มที่จากเครื่องยนต์ขนาดแค่ 200 แรงม้า ก็สามารถทำได้ดีกว่าคนอื่นๆมาก
ข้อ 23 อย่าทำพลาด แต่ให้เรียนรู้จากความผิดพลาดของผู้อื่น
ชาลี มังเกอร์ เพื่อนและหุ้นส่วนของบัฟเฟตต์ ให้ความสำคัญกับการศึกษาความผิดพลาด และเรียนรู้ที่จะไม่ทำมันซ้ำสอง
ข้อ 24 ก้าวสู่การเป็นนักลงทุนผู้รอบรู้
บัฟเฟตต์พูดว่า การลงทุนของเบน เกรแฮม นั้นเป็นการลงทุนแบบรอบรู้ เขาไม่ใช่นักลงทุนอัจฉริยะ หรือนักลงทุนผู้บ้าคลั่งและลงทุนตามสมัยนิยม สิ่งที่ดีที่สุดเกี่ยวกับการลงทุนแบบรอบรู้ก็คือ มันสามารถสร้างความมั่งคั่งให้คุณได้ ถ้าคุณไม่รีบร้อนจนเกินไปและมันจะไม่ทำให้คุณจนลง
สไตล์การลงทุนของบัฟเฟตต์นั้นไม่ใช่สไตล์รวยเร็ว แต่เป็นการรวยช้าๆอย่างมีแบบแผน มันใช้เวลาที่จะปลูกต้นกล้าให้เป็นต้นไม้ใหญ่ ฉะนั้นคุณควรฝึกที่จะพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง

สหรัฐพ้นหน้าผาการคลัง ดาวโจนส์พุ่ง 308 จุด
สหรัฐคลายความกังวลหลังสภาสหรัฐผ่านร่าง fiscal cliff หนุนดาวโจนส์พุ่ง 308.41 จุด แตะ 13,412.55 จุด
วันนี้ (3ม.ค.56) ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดทะยานขึ้นเมื่อคืนนี้ (2 ม.ค.) ซึ่งเป็นวันทำการแรกของปีพ.ศ.2556 เนื่องจากนักลงทุนคลายความวิตกกังวลเกี่ยวกับปัญหาด้านเศรษฐกิจและการคลังของสหรัฐ หลังจากที่สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาสหรัฐมีมติผ่านร่างกฎหมายเพื่อหลีกเลี่ยงภาวะหน้าผาการคลัง (fiscal cliff)
ทั้งนี้ ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์พุ่งขึ้น 308.41 จุด หรือ 2.35% ปิดที่ 13,412.55 จุด ดัชนี S&P 500 เพิ่มขึ้น 36.23 จุด หรือ 2.54% ปิดที่ 1,462.42 จุด และดัชนี Nasdaq พุ่งขึ้น 92.75 จุด หรือ 3.07% ปิดที่ 3,112.26 จุด ภาวะการซื้อขายในตลาดหุ้นนิวยอร์กเป็นไปอย่างคึกคักตั้งแต่ช่วงเช้า หลังจากสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐ มีมติด้วยคะแนนเสียง 257 ต่อ 167 ผ่านร่างกฎหมายเพื่อหลีกเลี่ยงภาวะหน้าผาการคลังเมื่อวานนี้ตามเวลาไทย หลังจากที่พรรครีพับลิกันและพรรคเดโมแครตสามารถประนีประนอมกันได้ในรายละเอียดเกี่ยวกับกฎหมายดังกล่าว
ขณะที่สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ตลาดนิวยอร์กปิดพุ่งขึ้นเมื่อคืนนี้ (2 ม.ค.) หลังจากสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาสหรัฐมีมติผ่านร่างกฎหมายที่จะช่วยให้สหรัฐสามารถหลีกเลี่ยงภาวะหน้าผาการคลัง (fiscal cliff) หรือภาวะที่จะต้องมีการปรับขึ้นภาษีและลดการใช้จ่ายโดยอัตโนมัติ โดยสัญญาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือนก.พ.เพิ่มขึ้น 1.30 ดอลลาร์ หรือ 1.42% ปิดที่ 93.12 ดอลลาร์/บาร์เรล
ส่วนสัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ (BRENT) ส่งมอบเดือนก.พ.ที่ตลาดลอนดอน 1.36 ดอลลาร์ หรือ 1.22% ปิดที่ 112.47 ดอลลาร์/บาร์เรล สำหรับบรรยากาศการซื้อขายในตลาดน้ำมันนิวยอร์กเป็นไปอย่างคึกคักหลังจากสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐ มีมติด้วยคะแนนเสียง 257 ต่อ 167 ผ่านร่างกฎหมายเพื่อหลีกเลี่ยงภาวะหน้าผาการคลังเมื่อวานนี้ตามเวลาไทย หลังจากที่พรรครีพับลิกันและพรรคเดโมแครตสามารถประนีประนอมกันได้ในรายละเอียดเกี่ยวกับกฎหมายดังกล่าว
ไปที่ การออมและการลงทุน
ที่มา: TNN24
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
