แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เทคนิคการออม แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เทคนิคการออม แสดงบทความทั้งหมด

30 วิธีประหยัดค่าใช้จ่ายง่าย ๆ ที่ทุกคนสามารถทำได้

 

วิธีประหยัดค่าใช้จ่าย

          วิธีประหยัดค่าใช้จ่าย ง่าย ๆ แค่ไม่กี่ข้อ แต่สามารถเก็บเงินได้พอกพูนได้เนิ่นนาน ใครอยากรวยต้องลองมาอ่าน วิธีประหยัดค่าใช้จ่าย เหล่านี้กัน

          หลายคนบอกว่าต่อให้ประหยัดค่าใช้จ่ายยังไง แต่ภาระที่ล้อมรอบตัวก็ทำให้ต้องควักกระเป๋าจ่ายยิบจ่ายย่อยในแต่ละเดือนไม่ได้ขาด แถมเวลาที่เจอของสวย ๆ งาม ๆ ก็อดใจช้อปไม่ไหวซะอีก สุดท้ายก็ต้องมานั่งกลุ้มใจกับยอดเงินในบัญชีที่เหลืออยู่น้อยนิดแทบจะไม่พอยาไส้ไปถึงสิ้นเดือน แต่สำหรับคนที่ยอดเงินติดลบเป็นประจำ หนำซ้ำเงินในบัญชีก็มักจะเหลืออยู่น้อยนิดตั้งแต่กลางเดือนกันเลย เรามีเคล็ดลับประหยัดค่าใช้จ่ายที่ทำได้ง่าย ๆ แต่ได้ผลจริง ถึง 30 วิธีมาบอกต่อ ลองไปดูแล้ววางแผนรวยกันค่ะ


  •            ซื้อของมือสองมาใช้ ประหยัดกว่าเยอะ
  •            พยายามอย่าเดินเตร่ในแหล่งช้อปปิ้ง หรือกระตุ้นความอยากช้อปของตัวเองไม่ว่าทางใดก็ทางหนึ่ง
  •            หลีกเลี่ยงการเดินตลาดตอนหิวจัด ๆ เพราะคุณจะกวาดซื้ออาหารไม่เลือกหน้า แต่สุดท้ายก็เหลือทิ้งเพราะกินไม่หมด
  •            กินอาหารนอกบ้านให้น้อยครั้งลงในแต่ละเดือน
  •            ลด ละ เลิกอบายมุขทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นเหล้า บุหรี่ และการเที่ยวกลางคืน
  •            จ่ายบิลตรงเวลา อย่าผลัดผ่อนหนี้ เพื่อเลี่ยงดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียม
  •            พยายามชำระหนี้บัตรเครดิตเต็มจำนวนทุกครั้ง ถ้าเป็นไปได้อย่าจ่ายขั้นต่ำ
  •            หันมาปั่นจักรยาน หรือโดยสารรถสาธาธารณะแทนการขับรถไปเอง
  •            ในกรณีที่เช่าคอนโด หรือหอพัก คงดีกว่าถ้าจะหาคนมาช่วยแชร์ค่าใช้จ่าย
  •            ตัดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น เช่น ลดแพคเกจเคเบิลทีวี หรือเปลี่ยนแพคเกจอินเทอร์เน็ตมาใช้แบบที่ถูกกว่า
  •            เลือกใช้โปรโมชั่นโทรศัพท์ที่ครอบคลุมการใช้งานหลัก ๆ ของคุณได้คุ้มค่ามากที่สุด
  •            เลี่ยงมื้ออาหารแพง ๆ โดยเฉพาะอาหารบุฟเฟต์ที่กินกี่ครั้งก็ยากที่จะคุ้ม
  •            ช้อปกระจายเฉพาะช่วงโปรโมชั่น หรือเทศกาลลดแหลก
  •            ใช้บริการฟิตเนสตามโรงพยาบาลรัฐบาล หรือสวนสาธารณะแทนการซื้อแพคเกจฟิตเนสเอกชน
  •            ทำอาหารกินเองที่บ้าน ลดค่าใช้จ่ายได้อีกเยอะ
  •            เลหลังของที่ไม่ได้ใช้แล้ว ประกาศขายเป็นของมือสองตามเว็บไซต์ หรือตลาดนัดของมือสองต่าง ๆ
  •            ลดความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่ไม่มีความจำเป็น หรือเทคโนโลยีที่มีความสามารถใกล้เคียงกันบ้างก็ได้ เช่น มีไอโฟนแล้วก็ไม่จำเป็นต้องซื้อไอพอด หรือไอแพดมาใช้ให้เปลืองเปล่า ๆ
  •            เช่าหนังสืออ่าน หรือยืมหนังสือจากห้องสมุดประชาชนแทนการซื้อหนังสือมาอ่านเอง
  •            ลุ้นโชค หรือเล่นเกมชิงสิทธิพิเศษต่าง ๆ เพิ่มความตื่นเต้นให้ชีวิต แถบางทีอาจจะได้เที่ยวได้ช้อปฟรี ๆ อีกต่างหาก
  •            หาซื้อแพคเกจทัวร์สุดคุ้มตามงานแฟร์ที่มักจะจัดบ่อย ๆ
  •            ถ้าเป็นไปได้อย่าเพิ่งเลี้ยงสัตว์ จนกว่าจะมีความพร้อมทุกด้านอย่างเต็มที่ ทั้งค่าอาหาร ค่ารักษาพยาบาล ค่าบำรุงดูแล รวมทั้งค่าใช้จ่ายอีกจิปาถะ
  •            เลือกเที่ยวในสถานที่ที่ไม่ใช่แหล่งช้อปปิ้ง แต่ให้ไปสวนสาธารณะ หรือเที่ยวแนวธรรมชาติที่ไม่จำเป็นต้องใช้เงินแทน
  •            เมินชา กาแฟ น้ำหวานทุกชนิด แล้วมาดื่มน้ำเปล่ากันดีกว่า
  •            ถ้าติดกาแฟขนาดหนัก ชงกาแฟดื่มเองประหยัดกว่าไหม
  •            ขนมจุกจิกอย่ากินเลย ทั้งสิ้นเปลือง ทั้งพาให้อ้วนด้วยนะจ๊ะ
  •            นำเงินฝากธนาคารกินดอกเบี้ยกันเถอะ
  •            ลงทุนกองทุนรวม หรือฉลากออมสินเพิ่มพูนเม็ดเงิน
  •            พยายามอย่ากู้ยืมเงินเพื่อซื้อสิ่งที่ฟุ่มเฟือย ไร้ความจำเป็นกับชีวิต
  •            ลดกิจกรรมบันเทิงอย่างคอนเสิร์ต หรือไปนั่งฟังเพลงชิล ๆ ตามผับ และร้านอาหารบ้าง
  •            ปาร์ตี้ที่บ้าน ประหยัดกว่าที่ร้านเป็นไหน ๆ

          แม้ว่าความจำเป็นในการใช้เงินของแต่ละคนจะแตกต่างกัน แต่เราก็เชื่อว่าอย่างน้อย ๆ ก็ต้องมีวิธีที่คุณประหยัดค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือนได้บ้าง อยู่ที่ความอดทนและความตั้งใจอยากเก็บเงินของคุณมีมากแค่ไหน ที่สำคัญอย่าลืมนะว่า ความประหยัด มัธยัสถ์และใช้เงินให้เป็น ก็นับว่าเป็นคุณสมบัติข้อสำคัญที่จะทำให้คุณกลายเป็นคนร่ำรวยในอนาคตได้อย่างไม่ยากเย็นนัก

ไปหน้าแรก   วิธีออมเงิน


5 เทคนิคบริหารเงินรับวันเปิดเทอม

 

5 เทคนิคบริหารเงินรับวันเปิดเทอม


เดือนพฤษภาคมถึงเดือนมิถุนายนถือเป็นเทศกาลเปิดเทอมหรือเปิดภาคเรียนของเด็ก ๆ หลายคน และถือเป็นช่วงเวลาที่วุ่นวายทีเดียวสำหรับพ่อแม่ผู้ปกครอง เพราะตราบใดที่ยังมีลูกหลานอยู่ในวัยเรียน ย่อมหนีไม่พ้นเรื่องค่าใช้จ่ายที่เวียนมาบรรจบให้พ่อแม่ผู้ปกครองทั้งหลายได้ควักเงินออกจากกระเป๋าถึงปีละ 2 ครั้ง ซึ่งค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการเรียนก็มิใช่จำนวนน้อย ๆ จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่พ่อแม่ผู้ปกครองที่มีลูกหลานอยู่ในวัยเรียนต้องวางแผนการเงินไว้ล่วงหน้า สำหรับค่าใช้จ่ายที่ควรเตรียมพร้อมรับวันเปิดเทอมมีเทคนิคในการบริหารจัดการอย่างไรบ้างนั้น มีคำแนะนำดังนี้ค่ะ
ที่มาภาพ http://nextagnews.nextag.com/tag/back-to-school-shopping
รวบรวมค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการศึกษา
ไม่เพียงแต่ค่าเทอมหรือค่าหน่วยกิตเท่านั้น ที่คุณพ่อคุณแม่ต้องเตรียมเงินไว้ ยังมีค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการศึกษารูปแบบอื่น ๆ ที่ต้องเตรียมเงินให้เพียงพอ ไม่ว่าจะเป็นค่าเสื้อผ้าชุดนักเรียน ค่าสมุดหนังสือ ค่าอุปกรณ์เครื่องเขียน ค่าบำรุงโรงเรียน/ห้องสมุด ค่ากิจกรรมของโรงเรียน/ค่าทัศนศึกษา ฯลฯ นอกจากนี้ หากครอบครัวใดมีลูกหลายคน ต้องแจกแจงค่าใช้จ่ายให้ละเอียดยิ่งขึ้น เพราะเด็กแต่ละคน หากเรียนต่างระดับชั้นกันย่อมมีค่าใช้จ่ายในการเรียนที่แตกต่างกัน เช่น เด็กที่เรียนระดับมหาวิทยาลัยอาจมีค่าใช้จ่ายปลีกย่อยมากกว่าเด็กระดับมัธยมศึกษาและประถมศึกษา เป็นต้น ทั้งนี้ เพื่อเป็นการประหยัดค่าใช้จ่ายและแบ่งเบาภาระทางการเงินของครอบครัวในภาวะค่าครองชีพสูง แนะนำให้ปรับลดค่าใช้จ่ายในการเรียนบางอย่างลง เช่น ค่าชุดนักเรียน รองเท้านักเรียน อุปกรณ์เครื่องเขียน สามารถซื้อของใหม่บ้างพอประมาณไม่จำเป็นต้องซื้อใหม่ทุกครั้งที่เปิดภาคเรียน หากชุดนักเรียน หรือรองเท้านักเรียนของเดิมที่มี ยังอยู่ในสภาพดี ก็สามารถใช้ต่อไปได้ เพื่อเป็นการปลูกฝังนิสัยประหยัด และรู้ค่าของเงินให้กับลูกด้วย
เตรียมเงินค่าเรียนพิเศษ
ปัจจุบันพ่อแม่หรือผู้ปกครองนิยมส่งลูกหลานไปเรียนกวดวิชาหรือเรียนพิเศษเพื่อเสริมทักษะความรู้ให้มากขึ้น เช่น เรียนเสริมทักษะด้านภาษา ดนตรี หรือกีฬา ทั้งนี้ ค่าใช้จ่ายในการเรียนพิเศษก็มิใช่เงินจำนวนน้อยๆ แนะนำว่าก่อนสมัครเรียนพิเศษ ควรให้ลูกหลานได้รู้ความต้องการของตัวเองก่อนว่าอยากเรียนอะไร เพื่อให้การเรียนพิเศษเกิดประโยชน์ต่อลูกหลานจริงๆ หรือสถาบันเรียนพิเศษบางแห่งให้นักเรียนสามารถทดลองเรียนได้ก่อน ซึ่งการทดลองเรียนจะช่วยให้ตัดสินใจได้ว่าชอบแนวการสอนหรือไม่ หรือจะเลือกเรียนพิเศษด้านใด
วางแผนการเดินทางไปโรงเรียน
หากการเปิดเทอมของลูกหลานเป็นการเลื่อนระดับชั้นในสถานศึกษาแห่งเดิม เรื่องการเดินทางไปโรงเรียนอาจไม่เป็นปัญหาเท่ากับการเปลี่ยนแปลงสถานศึกษาที่อาจต้องวางแผนการเดินทางใหม่ โดยหากพ่อแม่ขับรถรับส่งลูกหลาน จะต้องวางแผนการเดินทางเพื่อให้สอดคล้องกับสถานที่ตั้งของโรงเรียนและที่ทำงานของผู้ปกครอง แต่หากโรงเรียนอยู่ไกลบ้าน อาจเลือกใช้บริการรถรับส่งของโรงเรียน สำหรับลูกหลานที่โตมากพอและเข้าศึกษาในโรงเรียนหรือสถานศึกษาที่อยู่ในกรุงเทพฯ อาจเลือกใช้บริการรถสาธารณะ แนะนำว่าหากใช้บริการรถสาธารณะ เช่น รถโดยสารประจำทาง รถไฟฟ้า BTS รถไฟใต้ดิน MRT สามารถซื้อเป็นตั๋วโดยสารรายเดือน จะช่วยให้ประหยัดค่าใช้จ่ายในการเดินทางลงได้ รวมทั้ง เมื่อเข้าสู่ช่วงเปิดเทอม การจราจรจะเริ่มคับคั่ง อาจต้องเริ่มเตรียมตัวตื่นนอนแต่เช้ามากขึ้น
มองหาที่พัก/หอพัก
เมื่อเข้าเรียนในระดับการศึกษาที่สูงขึ้น อาจจำเป็นต้องย้ายเข้ามาเรียนในกรุงเทพ หรือไปเรียนในจังหวัดอื่น หากไม่มีบ้าน หรือญาติพี่น้อง อยู่อาศัยในจังหวัดนั้น อาจต้องมีการมองหาที่พักหรือหอพัก โดยบางมหาวิทยาลัยบางแห่งจะมีที่พักในมหาวิทยาลัยให้นักเรียน/นักศึกษา ซึ่งราคาไม่แพง มีความปลอดภัยสูง แต่จะมีกฎระเบียบที่ต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด และอาจมีนักเรียนนักศึกษาต้องการเข้าพักจำนวนมาก ซึ่งจำนวนหอพักของมหาวิทยาลัยที่มีอาจไม่เพียงพอกับความต้องการ แต่หากต้องมองหาที่พัก/หอพักที่อยู่ภายนอกมหาวิทยาลัย แนะนำให้เลือกที่พักใกล้มหาวิทยาลัย ใกล้แหล่งชุมชน เพื่อความปลอดภัย และความสะดวกในการเดินทาง
บริหารจัดการเงินค่าขนม
เมื่อลูกหลานโตมากพอ พ่อแม่อาจเปลี่ยนจากเดิมที่ให้เงินค่าขนมแก่ลูกเป็นรายวันมาเป็นรายสัปดาห์ หรือรายเดือน ยกตัวอย่างเช่น ให้เงินลูกเป็นรายสัปดาห์ สัปดาห์ละ 300 บาท นั่นหมายความว่า เฉลี่ยแล้วไม่ควรใช้เกินวันละ 60 บาท โดยพ่อแม่อาจแนะนำลูกว่า หากวันใดใช้เกิน 60 บาท ก็ควรลดค่าใช้จ่ายของวันถัดไป หากใช้ไม่ถึงก็สามารถสอนให้ลูกเก็บออมเงินเพิ่มขึ้นได้ ซึ่งวิธีเช่นนี้จะช่วยให้ลูกสามารถบริหารเงินรายรับได้เพียงพอตลอดทั้งสัปดาห์ และเป็นการเริ่มต้นฝึกให้ลูกมีความรับผิดชอบ รู้จักจัดสรรเงินที่ได้รับให้เพียงพอกับการใช้จ่ายตามระยะเวลาที่ตกลงกันไว้
การวางแผนเตรียมความพร้อมเพื่อการศึกษาลูกเป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งการรวบรวมค่าใช้จ่ายจะช่วยให้ทราบว่าค่าใช้จ่ายในการเรียนทั้งหมดสำหรับลูกทุกคนเป็นเงินจำนวนเท่าไร เพื่อตรวจสอบว่าเงินออมที่มีอยู่เพียงพอกับค่าใช้จ่ายที่ต้องใช้สำหรับเปิดเทอมใหม่นี้หรือไม่ หากมีเงินเก็บออมเพียงพอ อาจไม่เป็นปัญหามากนัก แต่หากครอบครัวใดที่เตรียมตัวไม่พร้อมสำหรับวันเปิดเทอม เงินออมที่มีอยู่ไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่ายในการเรียน แนะนำว่า มีหลากหลายวิธีในการแก้ปัญหาการเงิน เช่น ขอทุนการศึกษาของโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัย หรือพึ่งพาตัวเองโดยการแปลงสินทรัพย์ที่มีเป็นเงินสด หยิบยืมจากเพื่อนฝูง ญาติพี่น้อง หรือขอสินเชื่อจากสถาบันการเงิน เช่น สินเชื่อบุคคล สินเชื่อเพื่อการศึกษา เป็นต้น ทั้งนี้ ในกรณีที่เลือกขอหยิบยืม หรือขอสินเชื่อ แนะนำให้เป็นเงินในระบบค่ะ
ที่มาบทความ dailynews.co.th

วิธีรวยง่าย ๆ ในสไตล์มนุษย์เงินเดือน

 
วิธีรวยง่าย ๆ ในสไตล์มนุษย์เงินเดือน

มนุษย์เงินเดือน
1. ออมก่อนใช้ 10-30% การออมก่อนใช้จ่าย เป็นวิธีที่ช่วยให้มีเงินเหลือเก็บมากขึ้น เพราะได้กันเงินส่วนหนึ่งแยกออกไป โดยอาจเปิดบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ฉบับใหม่ เงินฝากประจำ หรือกองทุนรวมตราสารหนี้ระยะสั้น เพื่อให้เงินที่กันออกไปไม่ถูกดึงนำมาใช้โดยไม่รู้ตัว นอกจากนี้ เพื่อความไม่ประมาท หากยังไม่มีเงินสำรอง แนะนำให้ออมเพื่อกันเป็นเงินสำรองเผื่อฉุกเฉินไว้ไม่น้อยกว่า 3-6 เท่าของค่าใช้จ่ายรายเดือน ก่อนออมเพิ่มเติมเพื่อเป้าหมายในอนาคต
2. จดบันทึกรายรับ-รายจ่าย เพื่อให้รู้ถึงยอดเงินที่รับเข้ามาและใช้จ่ายออกไป การจดบันทึกรับ-จ่าย จะทำให้การใช้จ่ายเงินเป็นการใช้จ่ายอย่างมีสติมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงที่เงินเดือนเข้ามาใหม่ๆ จะทำให้รู้สึกเหมือนมีพลังในการจับจ่ายใช้สอย จึงมักมีรายจ่ายฟุ่มเฟือยในช่วงดังกล่าว ทำให้ช่วงกลางถึงปลายเดือนต้องใช้เงินอย่างระมัดระวัง เพราะเงินหมดไปตั้งแต่ช่วงต้นเดือนแล้วนั่นเอง
3. ตั้งเป้าหมาย เพื่อเป็นแรงผลักดันให้สามารถออมเงินให้บรรลุเป้าหมายได้ แนะนำให้มีการตั้งเป้าหมายระยะสั้น เช่น เป้าหมายไปเที่ยวต่างประเทศ  เป้าหมายระยะกลาง เช่น ซื้อรถยนต์ เป้าหมายระยะยาว เช่น เกษียณ เป็นต้น ทั้งนี้ ควรตั้งเป้าหมายให้เป็นไปได้ และควรมีการติดตามอย่างสม่ำเสมอว่าสามารถบรรลุเป้าหมายในแต่ละช่วงหรือไม่ เพื่อทำการปรับเปลี่ยนวิธีให้ไปถึงเป้าหมาย
4. ลงทุนตามระดับความเสี่ยงที่รับได้ ในกรณีที่มีเงินสำรองเผื่อฉุกเฉินเพียงพอแล้ว และมีเงินออมบางส่วน สามารถแบ่งเงินไปลงทุนตามระดับความเสี่ยงที่เรารับได้ เช่น การลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล ตั๋วเงินคลัง หุ้นกู้ หุ้น ทองคำ หรือเลือกลงทุนผ่านกองทุนรวมที่มีนโยบายลงทุนในสินทรัพย์ทางการเงินประเภทต่างๆ ซึ่งสามารถใช้บริการ Saving Plan เพื่อหักเงินจากบัญชีออมทรัพย์เข้าบัญชีกองทุน
5. หักเงินเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) ให้มากที่สุด  โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริษัทนายจ้างที่ให้สิทธิพนักงานเลือกส่งเงินสะสมเอง เช่น สะสมได้ตั้งแต่ 2-15% ยิ่งหักเงินสะสมมาก ยิ่งทำให้มีเงินเก็บมากขึ้น ลูกจ้างส่งเงินสะสมในอัตราส่วนเท่าไหร่ นายจ้างเองก็ต้องส่งเงินสมทบในอัตราส่วนที่ไม่น้อยกว่าลูกจ้างด้วย ดังนั้น หากลูกจ้างส่งเงินสะสมจำนวน 10% นายจ้างเองก็ต้องส่งเงินสมทบไม่น้อยกว่า 10% ด้วยเช่นกัน (ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของบริษัทนายจ้าง) นอกจากนี้ เงินสะสมที่ลูกจ้างได้ส่งเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพยังสามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้อีกด้วย
6. ใช้สิทธิประกันสังคม หากบริษัทไม่มีสวัสดิการค่ารักษาพยาบาล ประกันสังคมจะเป็นตัวช่วยอันดับต้นๆ ในการรักษาพยาบาล ทั้งนี้ ผู้ใช้สิทธิรักษาพยาบาลควรมีบัตรรับรองสิทธิการรักษาพยาบาล และบัตรประชาชนพกติดตัว ซึ่งสามารถใช้ได้ทั้งกรณีผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยใน ไม่ว่าจะเป็นการเจ็บป่วยปกติหรือเจ็บป่วยฉุกเฉินหรืออุบัติเหตุ นอกจากนี้ ยังสามารถใช้สิทธิคลอดบุตร สงเคราะห์บุตร รวมถึงกรณีการว่างงาน หากส่งเงินสมทบมาครบ 6 เดือน ภายใน 15 เดือน แล้วถูกเลิกจ้างโดยไม่มีความผิดทางกฎหมาย จะได้รับประโยชน์ทดแทนการขาดรายได้ในอัตราร้อยละ 50 ของค่าจ้าง (สูงสุดไม่เกิน 7,500 บาท เนื่องจากกองทุนประกันสังคมมีเพดานจัดเก็บเงินสมทบสูงสุดที่ 15,000 บาทต่อเดือน) โดยระยะเวลาการจ่ายไม่เกิน 180 วัน (6 เดือน) ภายใน 1 ปี หรือในกรณีลาออกหรือสิ้นสุดสัญญาจ้างตามกำหนดระยะเวลาจะได้รับร้อยละ 30 ของค่าจ้าง ระยะเวลาจ่ายไม่เกิน 90 วัน (3 เดือน)
7. ใช้สิทธิลดหย่อนภาษีที่มีให้เต็มที่ เช่น ลดหย่อนคู่สมรส ลดหย่อนบุตร ลดหย่อนอุปการะเลี้ยงดูบิดามารดา ลดหย่อนอุปการะเลี้ยงดูคนพิการหรือคนทุพพลภาพ ดอกเบี้ยเงินกู้ยืมเพื่อเช่าซื้อที่อยู่อาศัย เงินสะสมกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ รวมถึงเงินสมทบกองทุนประกันสังคม ซึ่งสิทธิลดหย่อนเหล่านี้ หากมีอยู่แล้วแนะนำให้ใช้สิทธิให้เต็มที่ แต่หากยังต้องการลดหย่อนภาษีได้เพิ่มเติม  แนะนำสิทธิลดหย่อนภาษีจากการลงทุน เช่น การลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) กองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) ประกันชีวิต และประกันชีวิตแบบบำนาญ เป็นต้น เพื่อให้เงินที่ลงทุน นอกจากจะได้สิทธิลดหย่อนภาษีแล้ว ยังมีโอกาสได้รับผลตอบแทนในอนาคตด้วย
8. ชำระบัตรเครดิตให้ตรงเวลา เพื่อรักษาเครดิตที่ดีให้อยู่นาน ๆ และหากต้องก่อหนี้ใหม่ เช่น การใช้บัตรเครดิตชำระค่าสินค้าหรือบริการ แนะนำให้ชำระเต็มจำนวนเมื่อครบกำหนดระยะเวลาปลอดดอกเบี้ย 45 วัน หรือ 50 วัน เพื่อจะได้ไม่ต้องเสียดอกเบี้ยจ่ายในอัตราที่สูง
ที่มา dailynews.co.th

เงินฝากฟรี! ประกันฯ ดอกเบี้ยสูง 3.00% เงินฝากอุ่นใจวัยเกษียณ

 

การออมเงิน: ธนาคารอาคารสงเคราะห์ หรือ ธอส. ออกโปรโมชั่นเงินฝากประจำ ดอกเบี้ยสูง ต้นปี 2556 กับ เงินฝากอุ่นใจวัยเกษียณ ให้ดอกเบี้ยสูง + แถมฟรีประกันอุบัติเหตุ / ประกันสุขภาพ

เงินฝากอุ่นใจวัยเกษียณ


อัตราดอกเบี้ย : ดอกเบี้ยเงินฝากประจำ 12 เดือน ตามประกาศธนาคาร + เพิ่มอีก 0.25%
ณ. 1/02/56 เท่ากับ 2.75% + 0.25% = 3.00% ต่อปี
ระยะเวลารับฝาก : ตั้งแต่ วันนี้ – 30 มิถุนายน 2556
ระยะเวลาการฝาก : เป็นเงินฝากประจำ 12 เดือน
สาขาที่รับฝาก : ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ทุกสาขา ทั่วประเทศ

จุดเด่น :
-เปิดบัญชีเงินฝากไม่น้อยกว่า 100,000 บาท “ไม่น่าจะเป็นปัญหา สำหรับคนวัยเกษียณ ที่มีบำเหน็จ”
-ฝากเพิ่ม ครั้งต่อไป ไม่น้อยกว่าครั้งละ 10,000 บาท
-จ่ายดอกเบี้ย ทุก 15 วัน
-มั่นคง ปลอดภัย สบายใจหายห่วง เพราะเป็นธนาคารของรัฐ
-รับฟรี! ความคุ้มครองประกันอุบัติเหตุ (ฝากครั้งแรก < < 500,000 บาท)
-รับฟรี! ความคุ้มครองประกันสุขภาพ (ฝากครั้งแรก >> 500,000 บาทขึ้นไป)
-ความคุ้มครอง ตามวงเงินที่เปิดบัญชีเงินฝากครั้งแรก (ไม่นับรวมวงเงินที่ฝากเพิ่ม) ระยะเวลาความคุ้มครอง 1 ปี หลังจากที่เปิดบัญชี

จุดที่ต้องพิจารณา :
-สำหรับลูกค้าประเภทบุคคลธรรมดา อายุตั้งแต่ 55 ปี บริบูรณ์ขึ้นไป
-สาขาที่ให้บริการ ค่อนข้างน้อย
-เป็นเงินฝากประจำ ที่มีระยะเวลา 12 เดือน “เงินที่จะนำมาฝาก ต้องเป็นเงินเย็นๆ นะครับ”
-สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ โทร 0-2645-9000 หรือ www.ghbank.co.th

ท่านที่อยู่ในวัยเกษียณ หรือท่านใดที่มี คุณพ่อ คุณแม่ ญาติพี่น้อง ที่กำลังจะเกษียณ หรือเกษียณอายุไปแล้ว ไปฝากเงินกับ ธอส. บัญชีเงินฝากอุ่นใจวัยเกษียณ มีดีที่ได้รับดอกเบี้ยทุก 15 วัน ดอกเบี้ยสูง แถมได้ฟรี ความคุ้มครองประกันอุบัติเหตุ หรือประกันสุขภาพ โดยฝากได้ตั้งแต่วันนี้ – 30 มิ.ย. 56 นะจ๊ะ

ขอบคุณ : ธ.อาคารสงเคราะห์

ประโยชน์ของการออม คือการสร้างนิสัยและวินัยที่ดี

 

“ประโยชน์ของการออมเงินมันคือการสร้างนิสัย และการออมเงินมันก็คล้าย ๆ กับเรื่องการซื้อบ้าน เช่นลูกค้ารายหนึ่งเล่าให้ฟังว่า อยากซื้อบ้านอยากผ่อนเพราะมันจะสร้างวินัย ทำให้เรามีหน้าที่ และทำให้เรารู้สึกภูมิใจ เพราะลูกค้ารายนี้มีอายุแค่เพียง 28 – 29 ปีเอง เมื่อเรามีวินัย มีหน้าที่ที่จะส่งบ้าน พอวันข้างหน้าเราส่งบ้านหมด บ้านก็มีมูลค่าที่เพิ่มขึ้น มันก็คือการออมอย่างหนึ่งด้วย”


การออมเงินถือเป็นเรื่องสำคัญที่ทุกคนต้องปฏิบัติให้สม่ำเสมอ และควรปลูกฝังการประหยัดให้กับลูกหลานของเราด้วยตั้งแต่อายุยังน้อย เพื่ออนาคตจะได้ไม่ต้องพบกับความลำบาก “คอลัมน์เจาะพอร์ตคนดัง”ฉบับนี้ ได้มีโอกาสสัมภาษณ์ผู้บริหารหญิงเก่งอย่าง “ดร.ยุ้ย หรือ เกษรา ธัญลักษณ์” แห่ง บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) หรือ SENA ที่วันนี้จะมาเผยเคล็ดลับการออมเงินและการสอนลูกให้รู้จักการออมเงินในแบบฉบับของหญิงสมัยใหม่มาฝากคุณผู้อ่าน และถ้าสนใจจะนำไปปรับใช้กับลูกหลานของตนเอง“ดร.ยุ้ย” บอกยินดีคร๊า…

ดร.ยุ้ย บอกว่า ตอนนี้เป็นคุณแม่ลูกหนึ่ง และสอนหนังสือที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รวมถึงเป็นผู้บริหารของ บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งการสอนหนังสือ และการเป็นผู้บริหารทำให้เราสามารถกำหนดเวลาของการทำงานได้อย่างชัดเจน ซึ่งทั้งหมดสามารถทำได้อย่างไม่มีปัญหา และกับการสอนลูกกับการออมเงินเราก็จะมีวิธีด้วยการซื้อหนังสือที่เป็นนิทานในตลาดหลักทรัพย์มาสอนอยู่เสมอว่า การประหยัดอดออมมันมีคุณค่าอย่างไรบ้าง

สำหรับการบริหารเงินออมของ “ดร.ยุ้ย”บอกว่า รายได้ส่วนใหญ่ที่เข้ามาจะเป็นในรูปแบบของเงินปันผลของบริษัทและเงินค่าสอนหนังสือ โดยทั้งหมดจะแบ่งเก็บออมไว้ใน 3 รูปแบบ โดยส่วนแรกจะเป็นค่าใช้จ่ายปกติในชีวิตประจำวัน ส่วนที่ 2 เก็บไว้เป็นเซฟวิ่ง ซื้อหุ้นกู้ ซื้ออสังหาริมทรัพย์เก็บสะสม และส่วนสุดท้ายเป็นการฝากธนาคารไว้เพื่อการลงทุนอนาคตตามโอกาสที่เหมาะสม เช่น ถ้าช่วงไหนหุ้นตกเราอาจจะนำเงินตรงนี้ถอนออกมาเพื่อซื้อหุ้นตัวนั้น ๆ แต่จะเป็นการลงทุนแบบระยะสั้น ๆ นอกจากนี้แล้วการลงทุนทองคำมีด้วยเช่นกัน แต่จะเป็นแบบทองก้อนมากว่าทองรูปพรรณ สาเหตุที่ลงทุนทองคำเพราะมองว่ามันเป็นแอสเซทที่น่าสนใจ มูลค่าไม่เคยเท่ากับศูนย์ แต่การลงทุนในหุ้นยังเท่ากับศูนย์บาทได้

“ประโยชน์ของการออมเงินมันคือการสร้างนิสัย และการออมเงินมันก็คล้าย ๆ กับเรื่องการซื้อบ้าน เช่นลูกค้ารายหนึ่งเล่าให้ฟังว่า อยากซื้อบ้านอยากผ่อนเพราะมันจะสร้างวินัย ทำให้เรามีหน้าที่ และทำให้เรารู้สึกภูมิใจ เพราะลูกค้ารายนี้มีอายุแค่เพียง 28 – 29 ปีเอง เมื่อเรามีวินัย มีหน้าที่ที่จะส่งบ้าน พอวันข้างหน้าเราส่งบ้านหมด บ้านก็มีมูลค่าที่เพิ่มขึ้น มันก็คือการออมอย่างหนึ่งด้วย”

ส่วนงานบริหารของบริษัทตอนนี้ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ต้องบอกว่ามีการแข่งขันกันสูงมาก สิ่งที่สำคัญที่สุดมันอยู่ที่ช่วงจังหวะ ทุนแข็งแกร่ง และการแข่งขันในแบรนด์ดิ้ง ที่จะทำให้ลูกค้าเกิดความมั่นใจและไว้วางใจ เพราะหนึ่งสิ่งที่สำคัญของการซื้อบ้านมันก็เหมือนกับการออมเงินด้วยเช่นกัน มูลค่าของบ้านไม่มีตก มีแต่จะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ตามระยะเวลา ซึ่งการเลือกบ้านก็เป็นอีกหนึ่งของการลงทุนถ้าเราเลือกเป็น มันก็จะเป็นเงินออมในอนาคตได้เช่นกัน

“เสนา ทำอสังหาริมทรัพย์มากกว่า 30 ปีแล้ว เราต้องการเป็นคนทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ให้ครอบคลุม 360 องศา ซึ่งก่อนหน้านี้เราจะทำทาวเฮ้าส์เพียงอย่างเดียว ตอนนี้เราก็เริ่มที่จะทำหลายอย่างมากขึ้น ซึ่งเป็นจุดยืนของเรา เพื่อเป็นการสนองตอบต่อความต้องการของลูกค้าในครบ”ดร. ยุ้ย บอก

ดร.ยุ้ย บอกว่า การทำงานที่ดีให้ประสบความสำเร็จนั้นจะมีคำคมที่ใช้อยู่เสมอคือ “ถ้าชกยังไม่ครบ 10 ยกเราไม่เลิก” ซึ่งถ้าเรายังทำไม่ครบเราจะไม่ยอมเลิก นอกจากนี้แล้วการทำธุรกิจที่ดีต้องทำอย่างต่อเนื่อง เพราะถ้าเราเชื่อมั่นว่ามันดีแล้วเราก็จะไม่มีการพัฒนา แต่พี่คิดว่า “การแข่งขัน” คือการพัฒนา

สุดท้าย ดร. ยุ้ย ฝากบอกว่า โดยส่วนตัวแล้วการใช้จ่ายเงินค่อนข้างจะมีกรอบ ซึ่งถ้าเรามีเงิน 100 บาท จะต้องแบ่งเก็บไว้ 20 บาท เพื่อเป็นเซฟวิ่ง แต่จะทำแบบสบาย ๆ ไม่ต้องตรึงเครียด แต่ต้องทำอย่างมีวินัยด้วย เพราะสิ่งที่เราเก็บไว้ต้องยอมรับว่ามันจะช่วยเราได้ในยามฉุกเฉิน เพราะไม่รู้ว่าในวันข้างหน้าจะเกิดอะไรขึ้น สิ่งหนึ่งที่เราต้องยอมรับคือ ต้องดูแลตัวเอง เพราะมันจะเป็นเครื่องมือของความมั่นคงด้านการเงิน และเราจะใช้หลักนี้เป็นเครื่องมือในการดูแลเราได้

3 นิสัยแย่ ๆ ศัตรูตัวร้ายของการออมเงิน

 
เทคนิคการออมเิงิน ยุคข้าวของแพงแบบนี้ ไม่ว่าจะเป็นราคาข้าวของเครื่องใช้ อาหาร ทุกสิ่งรอบตัวเรา พากันปรับขึ้นแบบไม่สนใจกระเป๋าสตางค์เลย ว่าจะฉีกรึเปล่า 

การออมเงิน


นอกนอกจากต้องระมัดระวังเรื่องการใช้จ่ายแล้ว คุณยังควร เก็บออมเงินไว้ใช้จ่ายในอนาคตด้วย แต่ก่อนจะออมเงิน ลองมาทำความรู้จักกับ 3 นิสัย ศัตรูของการออมเงินดีกว่า
- สุรุ่ยสุร่าย
ความอยากได้ และการไม่หักห้ามใจ มักจะส่งผลต่อเงินในกระเป๋า และยังกระทบต่อจำนวนเงิน ที่คุณจะเก็บออมในอนาคตอีกด้วย

- ความไม่มีวินัยในการออม

นิสัยแบบนี้ บางครั้งเราคิดว่า ผ่านไปก่อน เดี๋ยวค่อยเก็บ แต่คุณรู้หรือไม่ว่า หากทำเป็นประจำ จะกลายเป็นนิสัย ทางแก้ที่ทำได้ คือ ต้องออมให้เป็นเหมือนหน้าที่ที่ต้องทำทุกวัน

- ความโลภ

ตามสุภาษิตไทยที่ว่า "โลภมาก มักลาภหาย" บางคนอยากจะได้เงินมากๆ โดยไม่ได้คำนึงถึงความเสี่ยง ไม่ระมัดระวัง จึง นำเงินทั้งหมดไปลงทุนในสิ่งที่มีความเสี่ยงสูงจนต้องกลับมาเริ่มต้นออมใหม่ 

ทางเดียวที่จะรักษาเงินออมของคุณให้ปลอดภัยได้ คือ ต้องรู้จักพอ

eBook ยอดนิยม