แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เทคนิคบริหารเงิน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เทคนิคบริหารเงิน แสดงบทความทั้งหมด

ไขข้อสงสัยกับสินเชื่อส่วนบุคคล คืออะไร? เหมาะกับใคร?

 

ไขข้อสงสัยและเรื่องเข้าใจผิดเกี่ยวกับสินเชื่อส่วนบุคคลกับบัตรกดเงินสด


หลายคนมักเข้าใจผิดว่าสินเชื่อส่วนบุคคลกับบัตรกดเงินสดว่าเป็นสินเชื่อคนละประเภท ซึ่งความเป็นจริงทั้งคู่ก็ถูกจัดอยู่ในสินเชื่อส่วนบุคคลเหมือนกัน แต่ต่างตรงที่มีบัตรกับไม่มีบัตร แล้วสินเชื่อส่วนบุคคลแต่ละแบบมีข้อดีข้อเสียอย่างไร ใครที่สามารถขอกู้สินเชื่อส่วนบุคคลพรอมิสได้ คนที่กำลังสงสัยเราไปหาคำตอบพร้อมกันครับ

สินเชื่อส่วนบุคคลแบบไม่มีบัตร

เป็นสินเชื่อส่วนบุคคลเงินกู้อเนกประสงค์ที่สามารถนำไปใช้ได้หลากหลายตามความต้องการ ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อผ่านการอนุมัติแล้วสินเชื่อส่วนบุคคลพรอมิสจะโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารโดยตรง ไม่ต้องใช้บัตรกดเงินสด สามารถใช้จ่ายหรือโอนผ่านแอพธนาคารต่างๆ ได้อย่างสะดวกสบาย ไม่ต้องเสียเวลาไปกดเงินจากตู้ ATM อีกทั้งลูกค้ายังสามารถขอรับบริการหักชำระผ่านบัญชีเงินเดือนได้โดยไม่ต้องกังวลว่าจะลืมชำระรายเดือน และยังสามารถวางแผนการชำระเงินได้ จึงทำให้คุณลูกค้ามีประวัติทางการเงินที่ดีอีกด้วย

สินเชื่อส่วนบุคคลแบบมีบัตร หรือ บัตรกดเงินสด

เป็นสินเชื่อส่วนบุคคลประเภทหนึ่งที่ถูกออกแบบมาเพื่อสร้างความสะดวกสบายแก่ลูกค้า ด้วยการใช้บัตรเพื่อกดเงินสดออกจากตู้ตามจุดให้บริการต่างๆ แต่ในปัจจุบันคนหันมาใช้บริการผ่านแอพธนาคารมากยิ่งขึ้น ทำให้บัตรกดเงินสดไม่สะดวกสบายเหมือนแต่ก่อน อีกทั้งยังสร้างความยุ่งยากมากยิ่งขึ้นให้กับผู้ใช้งาน โดยเฉพาะเวลาต้องการนำเงินเข้าบัญชีธนาคารหรือโอนเงินสด นอกจากนี้อาจโดนเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจากการกดเงินสดแต่ละครั้ง และถ้าหากไม่มีวินัยทางการเงินที่ดีพอ อาจก่อให้เกิดหนี้สะสมโดยไม่รู้ตัว

สินเชื่อส่วนบุคคลพรอมิสเหมาะกับใคร

ดังนั้นเมื่อคุณลูกค้ามีเหตุจำเป็นที่ต้องใช้เงินก้อน ขอแนะนำสินเชื่อส่วนบุคคลพรอมิส ด้วยลักษณะเด่นของสินเชื่อส่วนบุคคลที่ไม่ต้องใช้หลักทรัพย์หรือคนค้ำประกัน คิดดอกเบี้ยตามจำนวนวันที่ใช้จริง แบบลดต้นลดดอก สามารถชำระขั้นต่ำ จะจ่ายน้อยจ่ายมากก็สามารถทำได้ตามต้องการ สามารถกู้เพิ่ม ใหม่กี่ครั้งก็ได้ภายในวงเงินสัญญา หรือขอเพิ่มวงเงิน ได้เมื่อมีความจำเป็น สามารถปิดบัญชีก่อนกำหนดได้ โดยไม่ต้องเสียค่ายกเลิกสัญญา สินเชื่อส่วนบุคคลพรอมิสจึงเป็นเครื่องมือทางการเงินที่ตอบโจทย์สำหรับคนที่มีรายได้มั่นคง มีประวัติทางการเงินที่ดีและมีความสามารถในการจ่ายคืน

วิธีใช้เงินของคนจะรวยกับคนจะจน เป็นอย่างไร?

 
7 นิสัยการใช้เงิน คนจะรวย vs คนจะจน

การที่คนหนึ่งคนจะประสบความสำเร็จได้ไม่ใช่เรื่องยากแต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่ใครจะทำกันได้ง่ายๆเหมือนกัน  ความมั่งคั่ง ความร่ำรวยในทรัพย์สินเงินทอง เป็นสิ่งที่หลายๆคนนั้นเฝ้าฝันหามันมาตลอด แต่ทว่ากลับยังไม่เคยได้สัมผัสกับชีวิตแบบนั้นเลย เป็นเพราะเหตุใดกัน

เพราะยังขยันไม่มากพอ หรือเพราะขาดความตั้งใจ  ปัจจัยที่ทำให้คนคนหนึ่งรวยได้นั้นมีมากมาย ไม่ว่าจะเกิดขึ้นจากตัวของเขาเอง เกิดจากการได้รับโอกาสดีดี โชค หรือ ดวงชะตา ก็ตามแต่ และมีสิ่งสิ่งหนึ่งที่ทำให้พวกเขาแตกต่างจากคนทั่วไปๆก็คือ นิสัย ความคิดและการใช้ชีวิต วันนี้เราจะมาพูดในเรื่องคนจะรวยและคนจะจนกับ นิสัยการใช้เงิน กันบ้างดีกว่าครับ

 1. คนจะรวยซื้อความรู้  คนจะจนซื้อความสบาย

ใช่แล้วครับ คนจะรวยมักแสวงหาความรู้ให้ตัวเองก่อนเสมอ ไม่ว่าจะเป็นการร่ำเรียนหาวิชาความรู้ตั้งแต่ยังเป็นวัยรุ่น ไปจนถึงวัยทำงานแล้วก็ยังหาโอกาสเข้าครอสอบรมต่างๆ เช่น การลงทุน, การเก็งกำไร, การฝึกภาษา, การพัฒนาบุคลิกภาพและความสามารถ หรือเรียนต่อในระดับที่สูงขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งจะแตกต่างกับคนจะจน ที่มั่วแต่ใช้เงินเพื่อหาความสุขความสะดวกสบายมาปนเปรอตัวเอง ถึงแม้ว่าวันนี้คุณจะมีเงินเยอะเท่าไหร่ก็ตาม แต่มันก็มีวันหมดได้ ถ้าคุณไม่รู้จักนำเงินเหล่านั้นไปใช้ในทางที่เกิดประโยชน์และสร้างสรรค์

2. คนจะรวยชอบเก็บออม คนจะจนมีแต่ใช้กับใช้แต่ไม่เก็บ

แค่วิธีคิดที่ต่างกันก็สามารถทำนายอนาคตของบุคคลเหล่านั้นได้แล้วครับ คนจะรวยถึงวันนี้จะยังไม่มีเงินและมีรายได้น้อยอยู่ แต่พวกเขาก็พยายามเก็บ จากสิบเป็นร้อย จากร้อยเป็นพัน จากพันเป็นหมื่นไปเรื่อยๆ ด้วยนิสัยที่ชอบเก็บออมนี่แหละครับจะทำให้พวกเขาเป็นคนที่มีเหตุผลในการใช้เงินมากขึ้น  คนจะจนมักไม่คิดถึงอนาคต ไม่เตรียมพร้อมรับมือกับความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น ถึงแม้วันนี้จะมีเงินมาก แต่ถ้ามีแต่ใช้กับใช้ พอนานวันเข้านอกจากจะไม่มีเงินเก็บแล้วอาจจะลำบากไปถึงรุ่นลูกรุ่นหลานเลยก็ได้ครับ

3. คนจะรวยชอบประหยัด คนจะจนชอบฟุ่มเฟือย

อีกหนึ่งความแตกต่างครับ คนจะจนซื้อเท่าไหร่ก็ไม่เคยพอ ใช้เงินอย่างไม่มีสติ ทำให้บางครั้งนั้นเงินที่หามาได้ก็ชักหน้าไม่ถึงหลัง ส่วนคนจะรวยจะชอบประหยัดในที่นี้ไม่ได้หมายความว่าให้งกหรือขี้เหนียวนะครับ แต่ก็ควรรู้ว่าสิ่งไหนจำเป็นสิ่งไหนไม่จำเป็น มีเหตุผลในการใช้เงิน มีความมัธยัสถ์ อดออมนั่นเองครับ

4. คนจะรวยชอบแบ่งปัน คนจะจนหวงแต่ผลประโยชน์และภาพลักษณ์ของตัวเอง

สำคัญมากๆเลยครับข้อนี้ คนจะรวยนั้นจะคิดอยู่เสมอว่า การมีน้ำใจหยิบยื่นความช่วยเหลือเล็กๆน้อยๆให้กับผู้อื่นนั้นเป็นสิ่งที่ควรกระทำ มันไม่ทำให้จนลงครับ เพราะยิ่งให้ก็ยิ่งจะมีแต่ได้น้ำใจนั้นกลับคืนมา ตรงข้ามกับคนจะจนที่มีแต่ความอยากได้อยากมี อะไรที่เป็นผลประโยชน์ของตัวเองนั้นรีบคว้าไว้ เห็นแก่ตัว ไม่ยอมช่วยเหลือหรือมีน้ำใจกับผู้อื่นบ้าง จึงไม่แปลกที่ในยามเดือดร้อนมักจะอยู่อย่างโดดเดี่ยวและล้มละลาย

5. คนจะรวยเลือกกินแต่ของที่มีประโยชน์ คนจะจนกินไม่เลือกขอแค่อร่อย

คนจะรวยถึงแม้จะชอบทำงานหนักแต่ก็ไม่เคยละเลยที่จะดูแลสุขภาพของตนเอง โดยการเลือกกินแต่สิ่งที่มีประโยชน์ให้สารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายและออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอจะได้ไม่ต้องเจ็บป่วย เพื่อที่จะได้มีกำลังกายสร้างสรรค์งานที่ดีต่อไป ส่วนคนจะจนนั้นกินไม่เลือกและชอบกินของแพง โดยไม่สนใจว่าจะมีประโยชน์หรือเปล่า อีกทั้งยังขี้เกียจออกกำลังกายไม่ดูแลสุขภาพตนเองจึงทำให้เจ็บป่วยได้ง่าย

6. คนจะรวยใช้เงินไปกับการท่องเที่ยวหาประสบการณ์ คนจะจนใช้เงินไปกับการเที่ยวเสพอบายมุข

คนที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกลมักจะออกเดินทางแสวงหาสิ่งใหม่ๆ เพลิดเพลินไปกับความงดงามของธรรมชาติ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจใหม่ๆให้กับตนเองเสมอ แต่คนจะจนคิดได้แต่ว่าวันนี้จะไปนั่งดื่มที่ไหน ปล่อยใจปล่อยกายหลงระเริงเพลินเพลินไปกับสิ่งมอมเมาต่างๆทำให้เสียทรัพย์โดยไม่เกิดประโยชน์

7. คนจะรวยชอบใช้เงินซื้อของสะสมที่เพิ่มมูลค่า คนจะจนชอบสะสมของที่เสื่อมมูลค่า

ถึงแม้ว่าคนจะรวย จะยังไม่รวยในตอนนี้แต่เขากลับมีพฤติกรรมที่ว่าชอบเก็บออมเงินให้ได้สักก้อนแล้วนำเงินนั้นไปลงทุนต่อ หรือไปหาซื้ออสังหาริมทรัพย์ต่างๆไว้เพื่อเก็งกำไรหรือเพิ่มมูลค่าให้กับเงินที่มีมากขึ้น ต่างกับคนจะจนที่จะสะสมของใช้เห็นอะไรลดราคาก็ซื้อมาไว้ โดยเฉพาะของใช้ฟุ่มเฟือยและใช้เงินไปกับอบายมุขและการพนันต่างๆ

ตัวอย่างนิสัยทั้ง 7 ข้อนี้อาจจะไม่ใช่กฎที่จะตัดสินได้ว่า คุณทำแบบนั้นแล้วจะจนหรือจะรวยได้เสมอไปนะครับ อย่างที่บอกแล้วว่า มันไม่ได้ขึ้นอยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมีพร้อมด้วยปัจจัยหลายอย่าง


ที่มา:https://moneyhub.in.th/article/%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%A2%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%83%E0%B8%8A%E0%B9%89%E0%B9%80%E0%B8%87%E0%B8%B4%E0%B8%99/

5 เทคนิคบริหารเงินรับวันเปิดเทอม

 

5 เทคนิคบริหารเงินรับวันเปิดเทอม


เดือนพฤษภาคมถึงเดือนมิถุนายนถือเป็นเทศกาลเปิดเทอมหรือเปิดภาคเรียนของเด็ก ๆ หลายคน และถือเป็นช่วงเวลาที่วุ่นวายทีเดียวสำหรับพ่อแม่ผู้ปกครอง เพราะตราบใดที่ยังมีลูกหลานอยู่ในวัยเรียน ย่อมหนีไม่พ้นเรื่องค่าใช้จ่ายที่เวียนมาบรรจบให้พ่อแม่ผู้ปกครองทั้งหลายได้ควักเงินออกจากกระเป๋าถึงปีละ 2 ครั้ง ซึ่งค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการเรียนก็มิใช่จำนวนน้อย ๆ จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่พ่อแม่ผู้ปกครองที่มีลูกหลานอยู่ในวัยเรียนต้องวางแผนการเงินไว้ล่วงหน้า สำหรับค่าใช้จ่ายที่ควรเตรียมพร้อมรับวันเปิดเทอมมีเทคนิคในการบริหารจัดการอย่างไรบ้างนั้น มีคำแนะนำดังนี้ค่ะ
ที่มาภาพ http://nextagnews.nextag.com/tag/back-to-school-shopping
รวบรวมค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการศึกษา
ไม่เพียงแต่ค่าเทอมหรือค่าหน่วยกิตเท่านั้น ที่คุณพ่อคุณแม่ต้องเตรียมเงินไว้ ยังมีค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการศึกษารูปแบบอื่น ๆ ที่ต้องเตรียมเงินให้เพียงพอ ไม่ว่าจะเป็นค่าเสื้อผ้าชุดนักเรียน ค่าสมุดหนังสือ ค่าอุปกรณ์เครื่องเขียน ค่าบำรุงโรงเรียน/ห้องสมุด ค่ากิจกรรมของโรงเรียน/ค่าทัศนศึกษา ฯลฯ นอกจากนี้ หากครอบครัวใดมีลูกหลายคน ต้องแจกแจงค่าใช้จ่ายให้ละเอียดยิ่งขึ้น เพราะเด็กแต่ละคน หากเรียนต่างระดับชั้นกันย่อมมีค่าใช้จ่ายในการเรียนที่แตกต่างกัน เช่น เด็กที่เรียนระดับมหาวิทยาลัยอาจมีค่าใช้จ่ายปลีกย่อยมากกว่าเด็กระดับมัธยมศึกษาและประถมศึกษา เป็นต้น ทั้งนี้ เพื่อเป็นการประหยัดค่าใช้จ่ายและแบ่งเบาภาระทางการเงินของครอบครัวในภาวะค่าครองชีพสูง แนะนำให้ปรับลดค่าใช้จ่ายในการเรียนบางอย่างลง เช่น ค่าชุดนักเรียน รองเท้านักเรียน อุปกรณ์เครื่องเขียน สามารถซื้อของใหม่บ้างพอประมาณไม่จำเป็นต้องซื้อใหม่ทุกครั้งที่เปิดภาคเรียน หากชุดนักเรียน หรือรองเท้านักเรียนของเดิมที่มี ยังอยู่ในสภาพดี ก็สามารถใช้ต่อไปได้ เพื่อเป็นการปลูกฝังนิสัยประหยัด และรู้ค่าของเงินให้กับลูกด้วย
เตรียมเงินค่าเรียนพิเศษ
ปัจจุบันพ่อแม่หรือผู้ปกครองนิยมส่งลูกหลานไปเรียนกวดวิชาหรือเรียนพิเศษเพื่อเสริมทักษะความรู้ให้มากขึ้น เช่น เรียนเสริมทักษะด้านภาษา ดนตรี หรือกีฬา ทั้งนี้ ค่าใช้จ่ายในการเรียนพิเศษก็มิใช่เงินจำนวนน้อยๆ แนะนำว่าก่อนสมัครเรียนพิเศษ ควรให้ลูกหลานได้รู้ความต้องการของตัวเองก่อนว่าอยากเรียนอะไร เพื่อให้การเรียนพิเศษเกิดประโยชน์ต่อลูกหลานจริงๆ หรือสถาบันเรียนพิเศษบางแห่งให้นักเรียนสามารถทดลองเรียนได้ก่อน ซึ่งการทดลองเรียนจะช่วยให้ตัดสินใจได้ว่าชอบแนวการสอนหรือไม่ หรือจะเลือกเรียนพิเศษด้านใด
วางแผนการเดินทางไปโรงเรียน
หากการเปิดเทอมของลูกหลานเป็นการเลื่อนระดับชั้นในสถานศึกษาแห่งเดิม เรื่องการเดินทางไปโรงเรียนอาจไม่เป็นปัญหาเท่ากับการเปลี่ยนแปลงสถานศึกษาที่อาจต้องวางแผนการเดินทางใหม่ โดยหากพ่อแม่ขับรถรับส่งลูกหลาน จะต้องวางแผนการเดินทางเพื่อให้สอดคล้องกับสถานที่ตั้งของโรงเรียนและที่ทำงานของผู้ปกครอง แต่หากโรงเรียนอยู่ไกลบ้าน อาจเลือกใช้บริการรถรับส่งของโรงเรียน สำหรับลูกหลานที่โตมากพอและเข้าศึกษาในโรงเรียนหรือสถานศึกษาที่อยู่ในกรุงเทพฯ อาจเลือกใช้บริการรถสาธารณะ แนะนำว่าหากใช้บริการรถสาธารณะ เช่น รถโดยสารประจำทาง รถไฟฟ้า BTS รถไฟใต้ดิน MRT สามารถซื้อเป็นตั๋วโดยสารรายเดือน จะช่วยให้ประหยัดค่าใช้จ่ายในการเดินทางลงได้ รวมทั้ง เมื่อเข้าสู่ช่วงเปิดเทอม การจราจรจะเริ่มคับคั่ง อาจต้องเริ่มเตรียมตัวตื่นนอนแต่เช้ามากขึ้น
มองหาที่พัก/หอพัก
เมื่อเข้าเรียนในระดับการศึกษาที่สูงขึ้น อาจจำเป็นต้องย้ายเข้ามาเรียนในกรุงเทพ หรือไปเรียนในจังหวัดอื่น หากไม่มีบ้าน หรือญาติพี่น้อง อยู่อาศัยในจังหวัดนั้น อาจต้องมีการมองหาที่พักหรือหอพัก โดยบางมหาวิทยาลัยบางแห่งจะมีที่พักในมหาวิทยาลัยให้นักเรียน/นักศึกษา ซึ่งราคาไม่แพง มีความปลอดภัยสูง แต่จะมีกฎระเบียบที่ต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด และอาจมีนักเรียนนักศึกษาต้องการเข้าพักจำนวนมาก ซึ่งจำนวนหอพักของมหาวิทยาลัยที่มีอาจไม่เพียงพอกับความต้องการ แต่หากต้องมองหาที่พัก/หอพักที่อยู่ภายนอกมหาวิทยาลัย แนะนำให้เลือกที่พักใกล้มหาวิทยาลัย ใกล้แหล่งชุมชน เพื่อความปลอดภัย และความสะดวกในการเดินทาง
บริหารจัดการเงินค่าขนม
เมื่อลูกหลานโตมากพอ พ่อแม่อาจเปลี่ยนจากเดิมที่ให้เงินค่าขนมแก่ลูกเป็นรายวันมาเป็นรายสัปดาห์ หรือรายเดือน ยกตัวอย่างเช่น ให้เงินลูกเป็นรายสัปดาห์ สัปดาห์ละ 300 บาท นั่นหมายความว่า เฉลี่ยแล้วไม่ควรใช้เกินวันละ 60 บาท โดยพ่อแม่อาจแนะนำลูกว่า หากวันใดใช้เกิน 60 บาท ก็ควรลดค่าใช้จ่ายของวันถัดไป หากใช้ไม่ถึงก็สามารถสอนให้ลูกเก็บออมเงินเพิ่มขึ้นได้ ซึ่งวิธีเช่นนี้จะช่วยให้ลูกสามารถบริหารเงินรายรับได้เพียงพอตลอดทั้งสัปดาห์ และเป็นการเริ่มต้นฝึกให้ลูกมีความรับผิดชอบ รู้จักจัดสรรเงินที่ได้รับให้เพียงพอกับการใช้จ่ายตามระยะเวลาที่ตกลงกันไว้
การวางแผนเตรียมความพร้อมเพื่อการศึกษาลูกเป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งการรวบรวมค่าใช้จ่ายจะช่วยให้ทราบว่าค่าใช้จ่ายในการเรียนทั้งหมดสำหรับลูกทุกคนเป็นเงินจำนวนเท่าไร เพื่อตรวจสอบว่าเงินออมที่มีอยู่เพียงพอกับค่าใช้จ่ายที่ต้องใช้สำหรับเปิดเทอมใหม่นี้หรือไม่ หากมีเงินเก็บออมเพียงพอ อาจไม่เป็นปัญหามากนัก แต่หากครอบครัวใดที่เตรียมตัวไม่พร้อมสำหรับวันเปิดเทอม เงินออมที่มีอยู่ไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่ายในการเรียน แนะนำว่า มีหลากหลายวิธีในการแก้ปัญหาการเงิน เช่น ขอทุนการศึกษาของโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัย หรือพึ่งพาตัวเองโดยการแปลงสินทรัพย์ที่มีเป็นเงินสด หยิบยืมจากเพื่อนฝูง ญาติพี่น้อง หรือขอสินเชื่อจากสถาบันการเงิน เช่น สินเชื่อบุคคล สินเชื่อเพื่อการศึกษา เป็นต้น ทั้งนี้ ในกรณีที่เลือกขอหยิบยืม หรือขอสินเชื่อ แนะนำให้เป็นเงินในระบบค่ะ
ที่มาบทความ dailynews.co.th

eBook ยอดนิยม