แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ กองทุนรวม แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ กองทุนรวม แสดงบทความทั้งหมด

กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์และโครงสร้างพื้นฐาน (Property and Infrastructure Fund)

 

 

กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์

กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์และโครงสร้างพื้นฐาน (Property and Infrastructure Fund)

หากคุณสนใจลงทุนใน "อสังหาริมทรัพย์" แต่ไม่อยากใช้เงินก้อนใหญ่ ไม่อยากกู้แบงก์ หรือไม่อยากวุ่นวายกับการดูแลผู้เช่า ยังมีอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจ นั่นคือ "กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์และโครงสร้างพื้นฐาน (Property and Infrastructure Fund)" ครับ

กองทุนประเภทนี้เปรียบเสมือนการเป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่ หรือโครงการโครงสร้างพื้นฐานสำคัญๆ ร่วมกับนักลงทุนคนอื่นๆ โดยมีผู้จัดการกองทุนมืออาชีพคอยดูแลให้ครับ วันนี้เราจะมาเจาะลึกถึงกองทุนประเภทนี้ เพื่อให้  คุณผู้ชมทุกคนเข้าใจถึงหลักการ, ข้อดี, และข้อควรพิจารณาในการลงทุนครับ

กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์และโครงสร้างพื้นฐาน คืออะไร?

กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ (Property Fund) คือ กองทุนที่ระดมเงินจากผู้ลงทุนไปลงทุนใน อสังหาริมทรัพย์ที่มีรายได้ประจำ เช่น อาคารสำนักงาน, ศูนย์การค้า, โรงแรม, คลังสินค้า, โรงงาน, หรือเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ โดยกองทุนจะได้รับรายได้จากค่าเช่า หรือผลประโยชน์จากอสังหาริมทรัพย์นั้นๆ และนำมาจ่ายคืนให้กับผู้ถือหน่วยลงทุนในรูปของ เงินปันผล ครับ

กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure Fund - IFF) คือ กองทุนที่ระดมเงินจากผู้ลงทุนไปลงทุนใน โครงการโครงสร้างพื้นฐานสำคัญๆ ของประเทศ เช่น โรงไฟฟ้า, โทรคมนาคม, ถนน, ท่าเรือ, สนามบิน โดยกองทุนจะได้รับรายได้จากค่าธรรมเนียมการใช้บริการ, ค่าเช่า, หรือผลตอบแทนจากการดำเนินงานของโครงการนั้นๆ และนำมาจ่ายคืนให้กับผู้ถือหน่วยลงทุนในรูปของ เงินปันผล ครับ

ปัจจุบันกองทุนทั้งสองประเภทมักถูกเรียกรวมกัน หรือถูกแทนที่ด้วย "REITs (Real Estate Investment Trusts)" ซึ่งมีลักษณะคล้ายกัน แต่มีความยืดหยุ่นและข้อดีทางภาษีมากกว่าครับ (โดยหลักการแล้ว ทั้งสองประเภทคือการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์หรือโครงสร้างพื้นฐานที่สร้างรายได้)

จุดเด่นและข้อดีของการลงทุนในกองทุนประเภทนี้

1.         ได้รับเงินปันผลสม่ำเสมอ: เป็นแหล่ง Passive Income ที่ดี เพราะกองทุนเหล่านี้มีนโยบายจ่ายเงินปันผลเป็นประจำ (เช่น รายไตรมาส หรือรายครึ่งปี) จากรายได้ค่าเช่าหรือค่าบริการ

2.         ลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่: คุณสามารถลงทุนในอสังหาริมทรัพย์มูลค่ามหาศาล หรือโครงการโครงสร้างพื้นฐานสำคัญๆ ที่นักลงทุนรายย่อยไม่สามารถลงทุนโดยตรงได้

3.         กระจายความเสี่ยง (Diversification):

o   กระจายในอสังหาฯ/โครงสร้างพื้นฐาน: กองทุนมักลงทุนในทรัพย์สินหลายประเภท หลายทำเล

o   กระจายพอร์ตการลงทุน: เป็นสินทรัพย์อีกประเภทหนึ่งที่ช่วยลดความผันผวนของพอร์ตลงทุนโดยรวม

4.         สภาพคล่องสูง: สามารถซื้อขายหน่วยลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ได้เหมือนหุ้น ทำให้เปลี่ยนเป็นเงินสดได้ง่ายกว่าการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์โดยตรง

5.         เริ่มต้นด้วยเงินน้อย: สามารถลงทุนได้ด้วยเงินจำนวนไม่มาก เมื่อเทียบกับการซื้ออสังหาริมทรัพย์ทั้งหลัง

6.         มีผู้เชี่ยวชาญดูแล: ผู้จัดการกองทุนมืออาชีพเป็นผู้คัดเลือก, ลงทุน, และบริหารจัดการอสังหาริมทรัพย์/โครงการโครงสร้างพื้นฐาน

7.         ป้องกันเงินเฟ้อ: รายได้ค่าเช่า/ค่าบริการ มักปรับเพิ่มขึ้นตามอัตราเงินเฟ้อ ทำให้มูลค่าการลงทุนยังคงเติบโต

ข้อควรพิจารณาก่อนลงทุน

1.         ความผันผวนของราคาหน่วยลงทุน: ราคาหน่วยลงทุนของกองทุนจะขึ้นลงตามสภาวะตลาดหลักทรัพย์, อัตราดอกเบี้ย, และปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่ออสังหาริมทรัพย์/โครงสร้างพื้นฐานนั้นๆ

2.         ค่าธรรมเนียม: มีค่าธรรมเนียมการจัดการ, ค่าธรรมเนียมการซื้อขาย, และค่าใช้จ่ายอื่นๆ ของกองทุน

3.         ความเสี่ยงจากอัตราดอกเบี้ย: หากอัตราดอกเบี้ยปรับสูงขึ้น อาจส่งผลให้ราคาหน่วยลงทุนปรับลดลงได้ (เพราะนักลงทุนอาจหันไปหาการลงทุนในตราสารหนี้ที่ให้ผลตอบแทนสูงขึ้น)

4.         ความเสี่ยงด้านทำเลและประเภททรัพย์สิน: ผลประกอบการของกองทุนขึ้นอยู่กับทำเล, ประเภทของอสังหาริมทรัพย์ (เช่น ออฟฟิศ, โรงแรม) และการบริหารจัดการ

5.         การแข็งค่า/อ่อนค่าของเงินบาท: หากกองทุนไปลงทุนในอสังหาริมทรัพย์/โครงสร้างพื้นฐานในต่างประเทศ จะมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน

ใครที่เหมาะกับการลงทุนในกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์และโครงสร้างพื้นฐาน?

·        ผู้ที่ต้องการ Passive Income: ต้องการกระแสเงินสดสม่ำเสมอจากเงินปันผล

·        ผู้ที่สนใจลงทุนในอสังหาริมทรัพย์: แต่ไม่มีเงินก้อนใหญ่, ไม่ต้องการภาระในการดูแลเอง, หรือไม่ต้องการสภาพคล่องต่ำ

·        ผู้ที่ต้องการกระจายความเสี่ยง: ต้องการเพิ่มสินทรัพย์ในพอร์ตการลงทุนที่แตกต่างจากหุ้นหรือตราสารหนี้ทั่วไป

·        นักลงทุนระยะยาว: เหมาะสำหรับผู้ที่สามารถถือหน่วยลงทุนได้ในระยะยาว เพื่อรับเงินปันผลและรอการเติบโตของมูลค่าทรัพย์สิน

การเริ่มต้นสำหรับคุณ

1.         ศึกษาประเภทกองทุน: ทำความเข้าใจว่าแต่ละกองทุนลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ประเภทใด หรือโครงการโครงสร้างพื้นฐานอะไร (เช่น โดดเด่นในศูนย์การค้า, อาคารสำนักงาน, โรงไฟฟ้า)

2.         พิจารณาผลตอบแทนย้อนหลังและนโยบายการจ่ายปันผล: ดูประวัติการจ่ายเงินปันผล และอัตราเงินปันผลตอบแทน (Dividend Yield)

3.         ประเมินความเสี่ยง: ดูอันดับความน่าเชื่อถือของกองทุน (ถ้ามี) และปัจจัยความเสี่ยงที่กองทุนระบุไว้

4.         เลือกช่องทางการลงทุน: สามารถซื้อขายหน่วยลงทุนได้ผ่านโบรกเกอร์หลักทรัพย์ เหมือนกับการซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ฯ หรือผ่านแอปพลิเคชันลงทุน

5.         กระจายความเสี่ยง: ไม่ควรลงทุนในกองทุนเดียว ควรกระจายไปหลายๆ กองทุนที่มีประเภททรัพย์สินหรือทำเลที่แตกต่างกัน

บทสรุป: ลงทุนใน "อิฐกับปูน" ที่เข้าถึงง่ายขึ้น

    "กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์และโครงสร้างพื้นฐาน" เป็นทางเลือกที่ยอดเยี่ยมสำหรับผู้ที่ต้องการเป็นเจ้าของสินทรัพย์ที่จับต้องได้และสร้างรายได้ประจำอย่างสม่ำเสมอ โดยไม่ต้องเผชิญกับความยุ่งยากในการดูแลเองครับ

มันคือการลงทุนใน "อิฐกับปูน" ที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้น และให้สภาพคล่องที่ดีกว่าครับ หากคุณมองหา Passive Income ที่มั่นคง และต้องการกระจายพอร์ตการลงทุน กองทุนประเภทนี้คืออีกหนึ่งตัวเลือกที่คุณไม่ควรมองข้ามครับ!

กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (Provident Fund): เข้าใจให้ลึกซึ้งเพื่ออนาคต

 

 

กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ, Provident Fund

กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (Provident Fund): เข้าใจให้ลึกซึ้งเพื่ออนาคต

สำหรับพนักงานประจำ กองทุนหนึ่งที่สำคัญอย่างยิ่งต่อการวางแผนเกษียณอายุ และมักเป็นแหล่งเงินออมก้อนใหญ่ที่สุดในชีวิตของหลายคน นั่นคือ "กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (Provident Fund)" ครับ กองทุนนี้เปรียบเสมือนสวัสดิการที่นายจ้างจัดตั้งขึ้นร่วมกับลูกจ้าง เพื่อเป็นหลักประกันทางการเงินในยามเกษียณอายุ ลาออก หรือทุพพลภาพครับ

แม้ว่าคุณจะทำงานฟรีแลนซ์เป็นหลัก แต่การเข้าใจกองทุนสำรองเลี้ยงชีพไว้ก็เป็นประโยชน์อย่างยิ่งครับ เผื่อในอนาคตคุณอาจจะตัดสินใจทำงานประจำ หรือมีเพื่อนร่วมงานที่ควรได้รับคำแนะนำดีๆ จากคุณครับ วันนี้เราจะมา "เข้าใจกองทุนสำรองเลี้ยงชีพให้ลึกซึ้งเพื่ออนาคต" ครับว่ามันคืออะไร มีประโยชน์อย่างไร และมีข้อควรรู้สำคัญอะไรบ้างครับ

กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (Provident Fund) คืออะไร?

กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ คือ "กองทุนที่นายจ้างและลูกจ้างร่วมกันจัดตั้งขึ้นตามความสมัครใจ" โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อส่งเสริมให้ลูกจ้างมีการออมเงินเพื่อใช้ในยามเกษียณอายุ หรือเมื่อสิ้นสุดการทำงานกับนายจ้างนั้นๆ ครับ

ส่วนประกอบของเงินในกองทุน:

1.         เงินสะสม (Employee Contribution): เป็นเงินที่ลูกจ้าง (คุณ) นำส่งเข้ากองทุนทุกเดือน โดยหักจากเงินเดือนของคุณเอง ซึ่งโดยปกติจะอยู่ที่ 2% - 15% ของเงินเดือน (ขึ้นอยู่กับนโยบายของแต่ละบริษัท)

2.         เงินสมทบ (Employer Contribution): เป็นเงินที่นายจ้างนำส่งเข้ากองทุนในแต่ละเดือน เพื่อสมทบให้กับเงินสะสมของคุณ อัตราเงินสมทบของนายจ้างจะแตกต่างกันไปในแต่ละบริษัท แต่โดยทั่วไปมักจะอยู่ระหว่าง 2% - 15% ของเงินเดือน (บางบริษัทอาจกำหนดอัตราเงินสมทบตามอายุงาน)

3.         ผลประโยชน์จากการลงทุน: เงินสะสมและเงินสมทบที่ถูกนำส่งเข้ากองทุนจะถูกนำไปลงทุนโดยผู้จัดการกองทุนมืออาชีพ (บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน หรือ บลจ.) ซึ่งจะสร้างผลตอบแทนงอกเงยให้กับเงินของคุณ

สรุปง่ายๆ: เงินในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพของคุณจึงมาจาก "เงินของคุณเอง + เงินของนายจ้าง + ผลตอบแทนจากการลงทุน" ครับ

ทำไมกองทุนสำรองเลี้ยงชีพจึงสำคัญต่ออนาคต?

1.         เป็นแหล่งเงินออมหลักสำหรับวัยเกษียณ: สำหรับพนักงานประจำ กองทุนนี้มักจะเป็นเงินก้อนใหญ่ที่สุดที่คุณจะได้รับเมื่อเกษียณอายุ ช่วยให้คุณมีเงินใช้ชีวิตหลังการทำงาน

2.         ได้รับเงินสมทบจากนายจ้าง (ฟรี!): นี่คือข้อได้เปรียบที่สำคัญที่สุดครับ เป็นเงินที่นายจ้างให้คุณเพิ่มเติมจากเงินเดือนปกติ ยิ่งคุณทำงานนาน นายจ้างยิ่งสมทบเงินให้คุณมากขึ้น (บางบริษัทเงินสมทบจะเพิ่มขึ้นตามอายุงาน)

3.         เงินลงทุนงอกเงย (ทบต้น): เงินสะสมและเงินสมทบจะถูกนำไปลงทุนอย่างต่อเนื่อง ทำให้เงินของคุณเติบโตขึ้นเรื่อยๆ ด้วยพลังของดอกเบี้ยทบต้น

4.         ประหยัดภาษี (ลดหย่อนภาษี):

o   เงินสะสมของลูกจ้าง: สามารถนำไปหักลดหย่อนภาษีได้ตามที่จ่ายจริง สูงสุดไม่เกิน 500,000 บาทต่อปี

o   ผลประโยชน์ที่ได้รับเมื่อเกษียณ: หากลูกจ้างเกษียณอายุตามเกณฑ์ (อายุ 55 ปีขึ้นไป และเป็นสมาชิกกองทุนมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี) เงินที่ได้รับจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ จะได้รับการยกเว้นภาษีทั้งก้อน (ทั้งเงินต้นและกำไร) นี่คือสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่สำคัญมาก!

ข้อควรรู้และข้อควรพิจารณาสำหรับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ

1. นโยบายการลงทุน (สำคัญมาก!)

·        มีให้เลือกหลากหลาย: บลจ. ที่จัดการกองทุนสำรองเลี้ยงชีพมักจะมีนโยบายการลงทุนให้เลือกหลายระดับความเสี่ยง เช่น

o   นโยบายความเสี่ยงต่ำ: ลงทุนในตราสารหนี้, พันธบัตรรัฐบาล (ผลตอบแทนน้อย, ความเสี่ยงต่ำ)

o   นโยบายความเสี่ยงปานกลาง: ลงทุนผสมระหว่างตราสารหนี้และหุ้น (ผลตอบแทนปานกลาง, ความเสี่ยงปานกลาง)

o   นโยบายความเสี่ยงสูง: ลงทุนในหุ้นเป็นหลัก (ผลตอบแทนสูง, ความเสี่ยงสูง)

·        เลือกให้เหมาะกับอายุและระดับความเสี่ยงที่รับได้:

o   อายุน้อย (ยังทำงานอีกนาน): มีเวลาฟื้นตัวจากความผันผวน ควรเลือกลงทุนในนโยบายที่มีความเสี่ยงสูง เพื่อโอกาสสร้างผลตอบแทนที่สูงกว่า

o   ใกล้เกษียณ: ควรลดความเสี่ยงลง โดยสับเปลี่ยนไปลงทุนในนโยบายที่เน้นความมั่นคง เพื่อรักษามูลค่าเงินต้นไว้

2. อายุงานและสิทธิในการได้รับ "เงินสมทบ" ของนายจ้าง

·        บริษัทส่วนใหญ่จะกำหนดเงื่อนไขการจ่ายเงินสมทบของนายจ้าง โดยจะจ่ายให้เต็มจำนวนก็ต่อเมื่อลูกจ้างทำงานครบตามอายุงานที่กำหนด (เช่น 3 ปี, 5 ปี, 10 ปี)

·        หากลาออกก่อนกำหนด คุณอาจได้รับเงินสมทบของนายจ้างเพียงบางส่วนเท่านั้น (เช่น ทำงาน 1 ปี ได้ 25%, 3 ปี ได้ 50% เป็นต้น) ดังนั้น ควรตรวจสอบระเบียบของบริษัทของคุณให้ดี

3. การโอนย้ายเงิน (เมื่อเปลี่ยนงาน)

·        ไม่ถอนเงินออกมาใช้: เมื่อเปลี่ยนงาน คุณสามารถเลือกที่จะ "คงเงินไว้ในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเดิม" หรือ "โอนเงินจากกองทุนเดิมไปกองทุนสำรองเลี้ยงชีพของบริษัทใหม่" หรือ "โอนไปยังกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF สำหรับ PVD)" เพื่อรักษาสิทธิประโยชน์ทางภาษีและให้เงินยังคงเติบโตต่อไป

·        ข้อควรระวัง: หากถอนเงินออกมาใช้ก่อนเกษียณ (อายุ 55 ปี และเป็นสมาชิกกองทุนมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี) เงินที่ถอนออกมาจะต้องนำไปรวมคำนวณเป็นเงินได้เพื่อเสียภาษี และอาจมีค่าปรับด้วย

4. การจัดการเมื่อ "เกษียณอายุ"

·        เมื่อเกษียณอายุตามเกณฑ์ คุณจะได้รับเงินทั้งหมดในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และเงินจำนวนนี้จะได้รับการยกเว้นภาษี

·        คุณสามารถเลือกที่จะถอนเงินก้อนออกมาใช้ หรือ "คงเงินไว้" ในกองทุนเพื่อรอการลงทุนต่อ หรือ "โอนไปยังกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF สำหรับ PVD)" เพื่อยังคงได้รับผลตอบแทนจากการลงทุน

    ในฐานะฟรีแลนซ์: วางแผนเกษียณอย่างไรถ้าไม่มี Provident Fund?

แม้    จะไม่ได้เป็นพนักงานประจำที่มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ แต่คุณก็มีเครื่องมืออื่นๆ ที่จะช่วยวางแผนเกษียณได้ไม่แพ้กันครับ:

1.         RMF (Retirement Mutual Fund): กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ ที่ให้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีและเน้นการลงทุนระยะยาวเพื่อวัยเกษียณโดยเฉพาะ (คล้ายกับ PVD แต่ไม่มีเงินสมทบจากนายจ้าง)

2.         SSF (Super Savings Fund): กองทุนรวมเพื่อการออมระยะยาว ที่ให้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีเช่นกัน

3.         ประกันชีวิตแบบบำนาญ: สร้างกระแสเงินสดที่แน่นอนในวัยเกษียณ

4.         ลงทุนในสินทรัพย์อื่นๆ: หุ้น, กองทุนรวมทั่วไป, อสังหาริมทรัพย์, พันธบัตร

5.         สร้าง Passive Income: เช่น รายได้จาก Stockphoto, YouTube, E-book ที่คุณทำอยู่ ซึ่งสามารถเป็นแหล่งรายได้ต่อเนื่องในวัยเกษียณได้

บทสรุป: Provident Fund รากฐานสำคัญสู่ชีวิตเกษียณที่มั่นคง

สำหรับพนักงานประจำ "กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ" คือรากฐานสำคัญของการวางแผนเกษียณอายุครับ การเข้าใจกฎเกณฑ์, นโยบายการลงทุน, และการใช้สิทธิ์ประโยชน์ทางภาษีให้เต็มที่ จะช่วยให้คุณมีเงินก้อนใหญ่ไว้ใช้ชีวิตหลังเกษียณได้อย่างสบายใจครับ

แม้คุณจะไม่ได้เป็นสมาชิกกองทุนนี้ แต่การมีความรู้ไว้ก็เป็นประโยชน์ และยังสามารถนำหลักคิดของการออมและการลงทุนระยะยาวไปปรับใช้กับเครื่องมือการเงินอื่นๆ ที่คุณมีเพื่อสร้างอนาคตที่มั่นคงได้เช่นกันครับ!

กองทุนรวมคืออะไร? ทางเลือกง่ายๆ สำหรับนักลงทุนมือใหม่

 

กองทุนรวมคืออะไร? ทางเลือกง่ายๆ สำหรับนักลงทุนมือใหม่

หากคุณเป็นมือใหม่ในโลกการลงทุน และกำลังมองหาทางเลือกที่ "ง่าย สะดวก และมีผู้เชี่ยวชาญดูแล" "กองทุนรวม" คือคำตอบที่คุณควรรู้จักเป็นอันดับต้นๆ ครับ หลายคนอาจเคยได้ยินชื่อนี้บ่อยๆ แต่ยังไม่แน่ใจว่ามันคืออะไร ทำงานอย่างไร และทำไมถึงเป็นทางเลือกที่เหมาะสำหรับผู้เริ่มต้นลงทุน

วันนี้เราจะมาทำความรู้จักกับกองทุนรวมกันอย่างละเอียด ตั้งแต่แนวคิดพื้นฐานไปจนถึงข้อดีข้อเสีย เพื่อให้ คุณผู้ชมทุกคนเข้าใจว่ากองทุนรวมคืออะไร และจะช่วยให้คุณบรรลุเป้าหมายทางการเงินได้อย่างไรครับ


กองทุนรวมคืออะไร? ทำงานอย่างไร?

ลองจินตนาการว่าคุณมีเงินก้อนเล็กๆ อยากลงทุนในหุ้นหลายๆ ตัว หรืออยากลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ที่ต้องใช้เงินมหาศาล แต่เงินของคุณยังไม่พอ หรือไม่มีความเชี่ยวชาญพอจะเลือกหุ้นเองได้

กองทุนรวม (Mutual Fund) คือการ "ระดมเงินลงทุน" จากผู้ลงทุนรายย่อยจำนวนมาก มารวมกันเป็นเงินก้อนใหญ่ แล้วมอบเงินก้อนนี้ให้กับ "บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.)" ซึ่งมี "ผู้จัดการกองทุน" มืออาชีพคอยดูแล โดยผู้จัดการกองทุนจะนำเงินก้อนใหญ่นี้ไปลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ เช่น หุ้น พันธบัตร อสังหาริมทรัพย์ หรือสินทรัพย์อื่นๆ ตามนโยบายการลงทุนที่กำหนดไว้ของกองทุนนั้นๆ

เมื่อผู้จัดการกองทุนนำเงินไปลงทุนและสร้างผลตอบแทนได้ กำไรที่เกิดขึ้นก็จะถูกนำมาแบ่งคืนให้กับผู้ถือหน่วยลงทุนทุกคนตามสัดส่วนของเงินลงทุนที่แต่ละคนมีนั่นเองครับ

สรุปง่ายๆ: กองทุนรวมก็เหมือนกับการ "รวมเงิน" ของหลายๆ คน เพื่อให้มีเงินก้อนใหญ่พอที่จะไปลงทุนในสิ่งที่ต้องใช้เงินเยอะ หรือสิ่งที่คุณไม่มีความเชี่ยวชาญ โดยมีมืออาชีพมาดูแลจัดการให้ครับ

ทำไมกองทุนรวมถึงเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับมือใหม่? (ข้อดี)

กองทุนรวมมีข้อดีหลายประการที่ทำให้นักลงทุนมือใหม่ควรพิจารณาเป็นตัวเลือกแรกๆ ครับ

1.         มีมืออาชีพบริหารจัดการให้: นี่คือข้อดีที่สำคัญที่สุดสำหรับมือใหม่ คุณไม่จำเป็นต้องมีความรู้เชิงลึกเกี่ยวกับตลาดหุ้น หรือต้องนั่งเฝ้าหน้าจอตลอดเวลา ผู้จัดการกองทุนจะทำหน้าที่วิเคราะห์ วางแผน และตัดสินใจลงทุนแทนคุณ ทำให้คุณประหยัดเวลาและลดความเครียดจากการตัดสินใจเอง

2.         กระจายความเสี่ยงโดยอัตโนมัติ (Diversification): เงินของคุณจะถูกนำไปลงทุนในสินทรัพย์หลายประเภท หลายตัว หรือหลายอุตสาหกรรมในกองทุนเดียว ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงลงได้อย่างมาก เมื่อเทียบกับการลงทุนในหุ้นเพียงตัวเดียว หากสินทรัพย์ตัวใดตัวหนึ่งไม่ดี ก็ยังมีสินทรัพย์อื่นๆ มาช่วยพยุงผลตอบแทนโดยรวมไว้

3.         เริ่มต้นด้วยเงินลงทุนน้อย: คุณสามารถเริ่มต้นลงทุนในกองทุนรวมได้ด้วยเงินเพียงหลักร้อยหรือหลักพันบาท ทำให้การลงทุนเป็นเรื่องที่เข้าถึงได้สำหรับทุกคน ไม่ต้องรอให้มีเงินก้อนใหญ่ก็สามารถเริ่มสร้างความมั่งคั่งได้

4.         เข้าถึงสินทรัพย์หลากหลาย: กองทุนรวมเปิดโอกาสให้คุณลงทุนในสินทรัพย์ที่ปกติแล้วอาจเข้าถึงได้ยาก หรือต้องใช้เงินลงทุนสูง เช่น หุ้นต่างประเทศ ตราสารหนี้ภาครัฐ อสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่ หรือแม้แต่ทองคำ โดยใช้เงินลงทุนเพียงเล็กน้อย

5.         สภาพคล่องค่อนข้างสูง: คุณสามารถขายคืนหน่วยลงทุนและได้เงินคืนภายในไม่กี่วันทำการ (ขึ้นอยู่กับประเภทกองทุน) ซึ่งถือว่ามีสภาพคล่องสูงกว่าการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์โดยตรง

6.         ความโปร่งใส: กองทุนรวมอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ทำให้ข้อมูลต่างๆ ทั้งนโยบายการลงทุน ผลการดำเนินงาน และค่าธรรมเนียม มีความโปร่งใสและตรวจสอบได้

ข้อควรพิจารณาของกองทุนรวม (ข้อจำกัด)

แม้กองทุนรวมจะมีข้อดีมากมาย แต่ก็มีบางสิ่งที่นักลงทุนมือใหม่ควรทราบไว้ก่อนตัดสินใจลงทุนครับ

1.         มีค่าธรรมเนียม: กองทุนรวมมีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมต่างๆ เช่น ค่าธรรมเนียมการจัดการ, ค่าธรรมเนียมการซื้อ (Front-end Fee), ค่าธรรมเนียมการขายคืน (Back-end Fee), หรือค่าธรรมเนียมการสับเปลี่ยนกองทุน ค่าธรรมเนียมเหล่านี้จะลดทอนผลตอบแทนของคุณลงได้ จึงควรศึกษาให้ดีก่อนตัดสินใจ

2.         ผลตอบแทนไม่การันตี: แม้จะมีผู้จัดการกองทุนมืออาชีพดูแล แต่ผลตอบแทนของกองทุนรวมก็ไม่ได้ถูกรับประกันว่าจะสูงเสมอไป หรือจะชนะตลาดได้เสมอไป มูลค่าหน่วยลงทุนสามารถลดลงได้หากตลาดผันผวนหรือผู้จัดการกองทุนบริหารผิดพลาด

3.         ไม่มีสิทธิ์ออกเสียงในการบริหารบริษัท: ในฐานะผู้ลงทุนในกองทุนรวม คุณไม่ได้เป็นเจ้าของหุ้นโดยตรง จึงไม่มีสิทธิ์ออกเสียงในการบริหารงานของบริษัทที่กองทุนไปลงทุน

4.         ไม่ได้เลือกลงทุนเองทั้งหมด: คุณต้องยอมรับการตัดสินใจของผู้จัดการกองทุนในการเลือกสินทรัพย์และจังหวะการลงทุน ซึ่งอาจไม่ตรงกับความต้องการของคุณ 100%

กองทุนรวมมีกี่ประเภท? (เลือกให้เหมาะกับตัวเอง)

กองทุนรวมมีหลากหลายประเภท ขึ้นอยู่กับนโยบายการลงทุนหลักๆ ดังนี้ครับ

·        กองทุนรวมตลาดเงิน (Money Market Fund): ลงทุนในตราสารหนี้ระยะสั้น มีความเสี่ยงต่ำมาก เหมาะสำหรับพักเงินสำรอง

·        กองทุนรวมตราสารหนี้ (Fixed Income Fund): ลงทุนในพันธบัตรและหุ้นกู้ มีความเสี่ยงต่ำถึงปานกลาง เหมาะสำหรับผู้ที่รับความเสี่ยงได้น้อย

·        กองทุนรวมหุ้น (Equity Fund): ลงทุนในหุ้น มีความเสี่ยงสูง แต่มีโอกาสให้ผลตอบแทนสูงในระยะยาว

·        กองทุนรวมผสม (Mixed Fund): ลงทุนผสมผสานทั้งหุ้นและตราสารหนี้ เพื่อกระจายความเสี่ยงและเพิ่มโอกาสผลตอบแทน

·        กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ (Property Fund / REITs): ลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ที่สร้างรายได้ เช่น อาคารสำนักงาน ห้างสรรพสินค้า (จะอธิบายเพิ่มเติมในหัวข้อ 37)

·        กองทุนรวมต่างประเทศ (Foreign Investment Fund): ลงทุนในสินทรัพย์ในต่างประเทศ เปิดโอกาสให้ลงทุนในตลาดโลก

·        กองทุนรวมที่ลงทุนตามดัชนี (Index Fund / ETF): เน้นลงทุนตามดัชนีหลักทรัพย์ เช่น SET50 โดยไม่จำเป็นต้องมีผู้จัดการกองทุนคอยเลือกหุ้น

·        กองทุนลดหย่อนภาษี (RMF / SSF): กองทุนประเภทพิเศษที่ให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี เพื่อส่งเสริมการออมและการลงทุนระยะยาวเพื่อการเกษียณ

เคล็ดลับสำหรับมือใหม่: หากเพิ่งเริ่มต้น ลองพิจารณากองทุนรวมตลาดเงิน หรือกองทุนรวมตราสารหนี้ก่อน เพื่อทำความคุ้นเคยกับระบบ หรือถ้าอยากเพิ่มโอกาสผลตอบแทน อาจจะเริ่มจากกองทุนรวมผสม หรือกองทุนรวมหุ้นที่เน้นลงทุนในหุ้นขนาดใหญ่ที่มีความมั่นคงก่อนครับ

เริ่มต้นลงทุนในกองทุนรวมได้อย่างไร?

การเริ่มต้นลงทุนในกองทุนรวมทำได้ง่ายๆ ครับ

1.         ศึกษาข้อมูลกองทุน: เข้าไปดูข้อมูลกองทุนในเว็บไซต์ของ บลจ. ต่างๆ (เช่น SCBAM, KAsset, BBLAM, TISCO Asset, One Asset) ศึกษาหนังสือชี้ชวน (Fund Prospectus) เพื่อทำความเข้าใจนโยบายการลงทุน, ค่าธรรมเนียม, ความเสี่ยง และผลการดำเนินงานในอดีต

2.         เปิดบัญชีกองทุน: ติดต่อ บลจ. หรือธนาคารที่คุณใช้บริการอยู่ เพื่อเปิดบัญชีกองทุน ปัจจุบันสามารถเปิดบัญชีออนไลน์ได้ง่ายๆ

3.         ซื้อหน่วยลงทุน: สามารถซื้อผ่านแอปพลิเคชัน Mobile Banking, เว็บไซต์ของ บลจ. หรือสาขาธนาคาร โดยกำหนดจำนวนเงินลงทุน หรือจำนวนหน่วยลงทุนที่ต้องการ

4.         ติดตามผลงาน: ติดตามผลงานของกองทุนที่คุณลงทุนเป็นระยะๆ เพื่อดูว่ายังเป็นไปตามเป้าหมายที่คุณตั้งใจไว้หรือไม่

บทสรุป: กองทุนรวม ทางเลือกที่ตอบโจทย์มือใหม่

กองทุนรวมเป็นเครื่องมือทางการเงินที่ทรงพลังและยืดหยุ่น ซึ่งเหมาะอย่างยิ่งสำหรับนักลงทุนมือใหม่ที่ต้องการเริ่มต้นสร้างความมั่งคั่ง แต่ยังขาดประสบการณ์หรือเวลาในการศึกษาตลาดด้วยตัวเอง

การมีผู้จัดการกองทุนมืออาชีพช่วยดูแล การกระจายความเสี่ยงอัตโนมัติ และความสามารถในการเริ่มต้นด้วยเงินน้อย ทำให้กองทุนรวมเป็นสะพานเชื่อมคุณเข้าสู่โลกการลงทุนได้อย่างปลอดภัยและมั่นใจมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญคือต้อง "ศึกษาและทำความเข้าใจ" ประเภทของกองทุนที่คุณเลือก รวมถึงค่าธรรมเนียมและความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องเสมอ การลงทุนมีความเสี่ยง แต่ความเสี่ยงจะลดลงได้ด้วยความรู้และความเข้าใจ

เริ่มต้นก้าวแรกในโลกการลงทุนด้วยกองทุนรวม แล้วคุณจะพบว่าการสร้างความมั่งคั่งไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไปครับ! 

กฏพื้นฐานง่าย ๆ ที่ควรจำในการเริ่มต้นออมเงินสำหรับทุกคน ตอนที่ 1

 
ครั้งนี้ เราจะนำเสนอกฎมหัศจรรย์ในการช่วยให้ทุกท่านบรรลุเป้าหมายทางการเงินได้ง่ายขึ้นและเร็วขึ้น โดยเริ่มจาก

     1) กฎแห่งความพร้อม การลงทุนต้องพร้อมด้วยปัจจัย 4 คือ เงิน ความรู้ ข้อมูล เวลา โดยมีสติเป็นตัวกำกับ หากขาดปัจจัยใดปัจจัยหนึ่ง การจะประสบความสำเร็จในการลงทุนนั้นจะเป็นเรื่องยาก หรือ หากสำเร็จ ก็มักจะเป็นเพราะโชค หรือ ความบังเอิญ ซึ่งไม่ยั่งยืน ดังนั้น ก่อนการลงทุนใด ขอให้มั่นใจก่อนว่า เงินลงทุนนั้นสามารถลงทุนได้ในระยะยาว โดยเราไม่เดือดร้อนต้องถอนมาใช้ก่อนเวลาอันสมควร มีข้อมูลที่ถูกต้อง ทันเหตุการณ์ และเรามีความรู้ เข้าใจการลงทุนนั้นอย่างดีพอ สามารถวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้เพื่อการตัดสินใจที่เหมาะสม สุดท้ายคือ เรารู้ว่าเป้าหมายการเงินใดต้องใช้เวลาเท่าไรในการบรรลุและเรามีเวลาการลงทุนที่มากพอสำหรับเป้าหมายนั้นๆ


การออมเงิน การลงทุน
    2) กฎแห่งการออม คนที่ไม่ประสบความสำเร็จทางการเงินส่วนใหญ่จะมีพฤติกรรมที่คล้ายกัน คือ จะออมเงินก็ต่อเมื่อใช้จ่ายก่อน เหลือเท่าไหร่ค่อยออม (รายได้ – รายจ่าย = เงินออม) ซึ่งมักจะเป็นว่า ไม่ค่อยมีเงินเหลือให้ออม เหตุผลเพราะเมื่อมีเงินในกระเป๋ามาก เราก็จะมีแนวโน้มใช้จ่ายมากตามไปด้วย ดังนั้นวิธีเพิ่มเงินออมง่ายๆที่ทำได้ทันทีเลย ก็คือ เปลี่ยนความคิด เป็น มีเงินปุ๊บ ออมก่อนเลย เหลือค่อยใช้จ่าย (รายได้ – เงินออม = รายจ่าย) ตัวอย่างเช่น กฎลบสิบ คือ เมื่อมีรายได้ ให้กันเป็นเงินออมก่อน 10% เหลือค่อยใช้จ่าย หากเรามีเงินเดือนๆละ 20,000 บาท ให้กันเป็นเงินออม 2,000 บาทก่อน เหลือค่อยใช้จ่าย เท่านี้ เราก็มีเงินออมตามเป้าหมายอย่างข้อข้างบนได้แล้ว (แต่หากใครมีความสามารถออมได้มากกว่า 10% เป็น 20%, 30%, หรือ 50% ก็ยิ่งดี เพราะยิ่งออมมาก ก็ยิ่งรวยเร็ว และ รวยมาก)

     3) กฎแห่งเลข 72 คือ หลักง่ายๆ ที่จะทำให้เราทราบว่า จะต้องใช้ระยะเวลานานเท่าใดที่เงินลงทุนของเราจะเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า ณ อัตราผลตอบแทนที่กำหนด ด้วยสูตรง่ายๆ คือ "72/อัตราผลตอบแทนที่กำหนด" ตัวอย่างเช่น หากเรามีเงิน 100 บาท ที่ผลตอบแทน 2% ต่อปี เงินเราจะเป็น 200 บาท ในเวลา 36 ปี (72/2 = 36) แต่ถ้าเราสามารถเพิ่มผลตอบแทนเป็น 4%ต่อปี ก็จะใช้เวลาแค่ 18 ปีที่เงินเราจะเป็น 200 บาท
     ในทำนองเดียวกัน เราก็สามารถหาอัตราผลตอบแทนที่เราต้องการ หากอยากให้เงินของเราเพิ่มเป็น 2 เท่าภายในระยะเวลาที่กำหนด ด้วยสูตร "72/ระยะเวลาที่ต้องการลงทุน" ตัวอย่างเช่น หากเรามีเงิน 100 บาท และเราต้องการให้เงินเราเติบโตเป็น 200 บาท ในเวลา 6 ปี ผลตอบแทนที่เราต้องการคือ 12%ต่อปี (72/6 = 12)
     กฎแห่ง 72 สามารถประยุกต์ใช้กับเรื่องเงินกู้ก็ได้ ตัวอย่างเช่น เรากู้ยืมเงินด้วยบัตรเครดิตมา 1,000 บาท เสียดอกเบี้ยเงินกู้ 18% ต่อปี (72/18) เพียง 4 ปี หนี้ 1,000 บาทของเราก็จะพอกพูนขึ้นเป็น 2,000 บาท เราคงเห็นแล้วว่าการกู้ยืมเงินโดยเฉพาะด้วยบัตรเครดิตนั้นร้ายแรงเพียงใด

     4) กฎแห่งดอกเบี้ยทบต้น Albert Einstein เคยกล่าวว่า “ความมหัศจรรย์ของดอกเบี้ยทบต้นเป็นการค้นพบที่ยิ่งใหญ่กว่าการค้นพบทฤษฎีสัมพันธภาพ, E=mc2” หากเราออมเงินเดือนละ 2000 บาทที่ดอกเบี้ย 4%ต่อปี ในเวลา 20 ปี เงินออมเราจะโตเป็น 736,000 บาท เป็นเงินต้น 480,000 บาท เป็นดอกเบี้ย 256,000 บาท (ดอกเบี้ยเท่ากับ 53% ของเงินต้น)แต่หากเราเพิ่มเวลาออมเป็น 30 ปี เงินออมเราจะโตเป็น 1,400,000 บาท เป็นเงินต้น 720,000 บาท เป็นดอกเบี้ย 680,000 บาท (ดอกเบี้ยเท่ากับ 94% ของเงินต้น) และที่น่าสังเกตก็คือ เราเพิ่มเวลาออมแค่ 50% (จาก 20 ปี เป็น 30 ปี) เงินออมเราเพิ่มขึ้นเกือบ 100% (จาก 736,000 บาท เป็น 1,400,000 บาท) แสดงว่ายิ่งมีเวลาออมนาน โอกาสรวยก็ยิ่งมีมากขึ้น นี่แหละคือที่มาของประโยคที่ว่า “ออมก่อน รวยกว่า” 

ครั้งหน้า เราจะมาทำความรู้จักกฎการจัดสรรปันส่วนทรัพย์สินกันครับ อย่าลืมติดตามเพื่อเป็นแนวทางให้ทุกท่านมีไอเดียในการบริหารเงินและทรัพย์สินอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดกันนะครับ

อ่านต่อตอนที่ 2 >> กฏพื้นฐานง่าย ๆ ที่ควรจำในการเริ่มต้นออมเงินสำหรับทุกคน ตอนที่ 2



สุดยอดของพลังดอกเบี้ยทบต้นที่คุณยังไม่รู้

 
บทความ รวมถึงเว็บไซต์ทางด้านการเงิน การลงทุนหลายแห่งอ้างอิง อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ (Albert Einstein) ครั้งหนึ่งเคยกล่าวว่า “สูตรคณิตศาสตร์ที่มีพลังมากที่สุด และมหัศจรรย์ที่สุดที่มีการค้นพบ คือ พลังของดอกเบี้ยทบต้น”

ปัจจุบันมีการถกเถียงกันว่าไอน์สไตน์ได้พูดเช่นนั้นจริงหรือไม่ แท้จริงแล้วการรู้ว่าไอน์สไตน์หรืออัจฉริยะท่านใดจะเป็นผู้กล่าวข้อความนี้ ไม่สำคัญเท่ากับการที่เราได้เข้าใจถึงความหมายและการที่สามารถนำพลังอันมหาศาลนี้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ในการสร้างความมั่งคั่งทางการเงินของตัวเอง


เด็กทารกผู้โชคดีคนหนึ่ง ได้รับเงินเมื่อวันแรกที่ลืมตาดูโลก 1 บาท และเมื่อครบวันเกิดในปีถัดๆ ไปก็จะได้รับเงินเพิ่มอีกเท่าตัวทุกปีเมื่อครบ 1 ขวบได้รับเงินเพิ่ม 1 บาท รวมเป็น 2 บาท ในวันเกิด 2 ขวบได้รับเงินเพิ่มอีก 2 บาทรวมเป็น 4 บาท อายุ 3 ขวบก็ได้รับเงินเพิ่มอีก 4 บาทรวมเป็น 8 บาท เมื่อเด็กผู้โชคดีคนนี้ย่างเข้าอายุ 20 ปีเต็มการทบต้นแบบทวีคูณแบบนี้จะทำให้มีเงิน 1 ล้านบาท

ตัวอย่างของเด็กผู้โชคดีข้างต้น เป็นการเพิ่มขึ้นแบบทบต้นแบบเท่าตัว หรือได้รับผลตอบแทน 100% ทุกๆ ปี ซึ่งในความเป็นจริงแล้วการทำผลตอบแทนเท่าตัว ทุกปีในระยะยาว คงเป็นเรื่องที่แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย

ลองมาดูอีกตัวอย่าง แสดงตามภาพของการลงทุนอย่างต่อเนื่องทุกเดือน เดือนละ 1,000 บาทเป็นเวลา 30 ปี รวมต้นทุนเงินออม 360,000 บาท หากได้ผลตอบแทน 4% ต่อปี เงินจะเพิ่มเป็น 685,000 บาท หรือเกือบ 1 เท่าตัว แต่ถ้าผลตอบแทนเพิ่มเป็น 8% ต่อปี เงินจะเพิ่มเป็น 1,400,000 หรือ 3 เท่าของต้นทุนที่ออม

ทว่า หากผลตอบแทนเพิ่มเป็น 15% ต่อปี เงินจะเพิ่มเป็นถึง 5,500,000 หรือ 15 เท่าของต้นทุน นั่นคือ เงินลงทุนแค่ 1 ส่วน ผลตอบแทนทำได้ถึง 14 ส่วนดังนั้น จึงมีคำพูดให้ได้ยินบ่อยๆ ว่าคุณสามารถมีเงินเก็บเป็นล้านบาทไม่ไช่เรื่องยากเลย แค่ออมเงินเดือนละพันบาท

พลังของดอกเบี้ยทบต้น มีส่วนประกอบที่สำคัญอยู่ 2 ส่วน คือ ดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นต่อปี และจำนวนปีที่ดอกเบี้ยนั้นเกิดขึ้น สำหรับผู้แสวงหาความมั่งคั่งแล้ว ส่วนประกอบดังกล่าวยิ่งมากยิ่งดี หัวใจ คือ ผลตอบแทนที่ได้รับในแต่ละปีทบเข้าไปในเงินต้น และรวมพลังกันมาออกดอกผลอย่างต่อเนื่องเป็นพลังของดอกเบี้ยทบต้นตามรอบที่หมุนไป

เห็นพลังของดอกเบี้ยทบต้นแล้ว ก็ต้องเลือกข้างให้ถูกว่าจะให้พลังอันมหัศจรรย์นี้มาเป็นพลังเสริมสร้างความมั่งคั่ง หรือในมุมกลับก็จะเป็นพลังที่มาบั่นทอนคุณภาพชีวิตของตัวเอง นั่นก็คือ การไปสร้างหนี้สินและเป็นผู้จ่ายดอกเบี้ยที่จะเกิดขึ้นอย่างมากมายมหาศาลอย่างที่ไม่ทันตั้งตัวให้แก่เจ้าหนี้

เมื่อทราบเช่นนี้แล้ว ควรคิดทุกครั้งก่อนที่จะก่อหนี้ โดยเฉพาะการก่อหนี้เพื่อซื้อของฟุ่มเฟือยผ่านบัตรเครดิต สินเชื่อส่วนบุคคลหรือสินเชื่อนอกระบบ เพราะคุณจะต้องต่อสู้กับพลังที่มากที่สุดในจักรวาลเลยทีเดียว

ไปหน้าแรก  การออมและการลงทุน



ที่มา วารสาร Money&Wealth

เรื่องเล่ามนุษย์เงินเดือน 8 ปี กับความสำเร็จเก็บเงินได้ 1 ล้านบาท

 
แชร์ประสบการณ์สัมผัสเงิน 1 ล้าน ของยอดมนุษย์เงินเดือนคนหนึ่ง ที่ใช้ชีวิตมนุษย์เงินเดือนมา 8 ปี ในที่สุดก็ได้เห็นตัวเลขเงินเก็บ 7 หลักในบัญชีสักที

สำหรับมนุษย์เงินเดือนที่ใฝ่ฝันอยากจะมีเงินล้าน อย่าเพิ่งท้อแท้และคิดว่าไกลเกินเอื้อม ถ้ายังไม่ได้อ่านเรื่องราวของ คุณ There is only one truth สมาชิกเว็บไซต์พันทิปดอทคอม โดยเป็นเรื่องเล่าบนเส้นทางการทำงาน 8 ปีของมนุษย์เงินเดือน สู่วันที่มีเงินครบ 1 ล้านบาท มาปลุกกำลังใจพร้อม ๆ กันเลยได้เลยครับ

ในที่สุดผมก็มีเงินเก็บครบ 1 ล้านจนได้ จากชีวิตมนุษย์เงินเดือน 8 ปี 

การออม,การลงทุน

เริ่มต้นทำงานปลายปี 2006 จนถึงต้นปี 2015 รวม 8 ปีพอดี มนุษย์เงินเดือนล้วน ๆ

  •  งานที่แรก เงินเดือน 18,000 บาท ปี 2006 เงินเดือนสุดท้ายก่อนลาออก 25,000 บาท
  •  งานที่ 2 เงินเดือน 40,000 บาท ปี 2009 เงินเดือนสุดท้ายก่อนลาออก 42,000 บาท
  •  งานที่ 3 เงินเดือน 55,000 บาท ปี 2011 เงินเดือนสุดท้ายก่อนลาออก 58,000 บาท
  •  งานที่ 4 เงินเดือน + อื่น ๆ  ราว ๆ 65,000-75,000 บาท (ปี 2014)

จริง ๆ แล้วผมน่าจะเก็บเงินได้เยอะกว่านี้ แต่ว่าส่งเงินให้แม่ เอาเงินไปซื้อรถ และผ่อนดาวน์ Condo 

อยากเป็นกำลังใจให้กับคนที่เก็บหอมรอมริบครับ ทุกอย่างต้องมีจุดเริ่มต้น Save little by little ที่สำคัญคือวินัยการเก็บ นโยบายการลงทุนของเงิน (ซึ่งแต่ละคนไม่เหมือนกัน)


เรื่องการเริ่มต้นเก็บเงินของผม ขอบอกแบบสั้น ๆ นะครับ คือ ผมเป็นเด็กต่างจังหวัดมาทำงาน กรุงเทพฯ ผมไม่รู้ว่าการใช้ชีวิตในกรุงเทพฯ จะต้องใช้เงินเท่าไร ถามเพื่อน ๆ บางคนก็ใช้ไม่ถึงหมื่น บางคนก็หมื่นกว่า ๆ  Life style และภาระแต่ละคนไม่เหมือนกัน ในช่วงแรก ๆ ผมก็จะประหยัดมาก ๆ ครับ ต้องจ่ายค่าหอ 3,000 กว่า + ส่งเงินให้แม่  + กินข้าว 3 มื้อ รวมกันประมาณวันละ 150 บาท + ค่าเดินทาง รวม ๆ ก็หมื่นต้น ๆ

ผมก็กินอยู่ด้วยเงินประมาณนี้หลายปีเลย แต่ก็ไม่ได้ประหยัดจนไม่ไปซื้อของไม่เที่ยวเลย ผมก็ไปเที่ยวต่างจังหวัด ต่างประเทศบ้าง แบบถูก ๆ พอเก็บเงินได้ก้อนหนึ่ง และเงินเดือนเข้าเกณฑ์เสียภาษี ก็เริ่มซื้อกองทุน LTF แบบ DCA หักผ่านบัญชีอัตโนมัติไปเลย

การออม,การลงทุน

ต่อมาเริ่มซื้อกองทุนทอง กองทุนต่างประเทศ และเริ่มเทรดหุ้น จริง ๆ ผมน่าจะเก็บเงินให้ถึงล้านเร็วกว่านี้ แต่ว่าผมหมดไปกับ..
           - รถยนต์มือ 2 ซื้อเงินสด
           - ผ่อนดาวน์ Condo 
           - จัดงานแต่ง + ค่าสินสอด !! งานนี้หลายแสนครับ ไม่ได้ขอเงินพ่อ-แม่เลย แต่สิ่งที่ได้กลับมาคุ้มสุด ๆ ได้ภรรยากับลูกที่น่ารัก

บอกตรง ๆ ว่า รายได้ผมมีทางเดียวจริง ๆ เงินเดือนล้วน ๆ ผมอยากทำงานนอกนะ แต่ผมจะไม่ค่อยมีหัวธุรกิจเท่าไร Conservative นิด ๆ ไม่ค่อยกล้าลุยมาก ก็จะเน้นลงทุนแบบถนอมเนื้อถนอมตัวหน่อย

ผมมั่นใจว่าศักยภาพอย่างผม สามารถหางานนอกทำได้ไม่ยาก จะทำช่วงเย็น หรือเสาร์-อาทิตย์ ก็ได้ แต่ว่ามันจะทำให้เวลากับครอบครัวมีน้อยลง เวลาเล่นกับลูกน้อยลง ไม่มีเวลาพาลูกไปเที่ยว ผมไม่สามารถย้อนเวลากลับมาตรงนี้ได้แล้วถ้าลูกโต

และนี่คือบทพิสูจน์ของมนุษย์เงินเดือน ก็สามารถเก็บเงินล้านได้ถ้ามีความตั้งใจและอดออมในการใช้จ่ายอย่างถูกวิธี และหาลู่ทางให้เงินออมงอกเงยด้วยการลงทุน เพื่อน ๆ ก็สามารถนำเอาไปเป็นตัวอย่างได้เช่นกันครับ


คุณเป็นนักลงทุนแบบใด

 
งานวิจัยของ Marilyn MacGruder Barnwall แห่ง MacGruder Agency แบ่งประเภทของนักลงทุนตามระดับความเสี่ยงที่รับได้ ออกเป็น 2 ประเภท คือ

  • นักลงทุนประเภทรอรับผล (Passive Investor) ที่จะหลีกเลี่ยงความเสี่ยงหรือยอมรับความเสี่ยงได้ไม่มากนัก จึงมักจะลงทุนผ่านการจัดการลงทุนโดยมืออาชีพ
  • นักลงทุนประเภทมุ่งหวังผล (Active Investor) ที่เห็นว่ามีโอกาสในการลงทุนเสมอ จึงชอบความเสี่ยง และมักจัดการลงทุนด้วยตนเอง





นอกจากนี้ ยังมีบทวิเคราะห์ของ Bailard, Biehl & Kaiser Five-Way Model (BB&K) ที่แบ่งนักลงทุนออกเป็น 5 ประเภท โดยพิจารณาจากแนวปฏิบัติ ซึ่งสะท้อนออกมาจากความมั่นใจหรือความวิตกกังวลของแต่ละบุคคล


1. นักผจญภัย (Adventurer)

ที่มีความเชื่อมั่นในตัวเองสูง ใช้ชีวิตอยู่กับความไม่แน่นอน และตัดสินใจอย่างหุนหันพลันแล่น
ขาดความรอบคอบจึงลงทุนแบบมุ่งหวังผล


2. พวกเป็นตัวของตัวเอง (Individualist)

มีความเชื่อมั่นในตัวเองสูงเช่นเดียวกับนักผจญภัย แต่จะตัดสินใจอย่างรอบคอบระมัดระวัง โดยพิจารณาอย่างถี่ถ้วน จึงมักลงทุนแบบมุ่งหวังผล ซึ่งจะลงทุนด้วยตนเอง แต่ถ้าไว้ใจให้มืออาชีพจัดการลงทุนให้แล้ว ก็มักจะไม่เข้ามายุ่งเลย

3. ดาราคนดัง (Celebrity)

มักขี้กังวล ชอบตามกระแส กลัวตกข่าวจึงมักตัดสินใจเร็วไม่ค่อยระมัดระวังส่วนใหญ่จึงเป็นลูกค้าของบริษัทนายหน้าค้าหลักทรัพย์มากกว่าจะเป็นลูกค้าของผู้จัดการกองทุน

4. ผู้พิทักษ์ (Guardian)

มีความระมัดระวังรอบคอบ ค่อนข้างจู้จี้มีความวิตกกังวลมาก เป็นคนที่รู้ข้อจำกัดของตัวเอง ไม่ชอบตัดสินใจ จึงมักให้ผู้จัดการกองทุนมืออาชีพช่วยจัดการลงทุน มักลงทุนแบบรอรับผล

5. พวกที่อยู่คาบเส้น (Straight Arrow)

ได้แก่พวกที่ไม่อยู่ในประเภทใดประเภทหนึ่งข้างต้น แต่จะมีลักษณะกลางๆ 

ที่มา tsi-thailand.org

ไปที่หน้าแรก  การออมและการลงทุน




eBook ยอดนิยม