แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การบริหารความเสี่ยง แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การบริหารความเสี่ยง แสดงบทความทั้งหมด

เข้าใจคำว่า "ผลตอบแทน" และ "ความเสี่ยง" ในการลงทุน

 

 


เข้าใจคำว่า "ผลตอบแทน" และ "ความเสี่ยง" ในการลงทุน

ในโลกของการลงทุน มีสองคำที่เหมือนคู่แฝดที่ต้องมาคู่กันเสมอ นั่นคือ "ผลตอบแทน" และ "ความเสี่ยง" ครับ นักลงทุนทุกคนล้วนต้องการผลตอบแทนที่สูง แต่บ่อยครั้งที่เราลืมไปว่าผลตอบแทนที่สูงนั้นมักจะมาพร้อมกับความเสี่ยงที่สูงตามไปด้วย

การทำความเข้าใจความสัมพันธ์ของสองสิ่งนี้อย่างลึกซึ้งเป็นพื้นฐานสำคัญที่จะช่วยให้ คุณผู้ชมทุกคนสามารถตัดสินใจลงทุนได้อย่างชาญฉลาด ไม่ใช่แค่การวิ่งตามผลตอบแทนที่เย้ายวนใจ แต่เป็นการลงทุนที่สอดคล้องกับเป้าหมายและระดับความเสี่ยงที่คุณยอมรับได้ครับ

วันนี้เราจะมาตีแผ่ความหมายของ "ผลตอบแทน" และ "ความเสี่ยง" รวมถึงความสัมพันธ์ที่แยกจากกันไม่ได้ของทั้งสองสิ่งนี้กันครับ

"ผลตอบแทน" (Return): สิ่งที่คุณจะได้จากการลงทุน

ผลตอบแทน ในการลงทุนคือ "กำไรหรือผลประโยชน์ที่คุณได้รับจากการนำเงินไปลงทุน" ซึ่งอาจมาในหลายรูปแบบ ขึ้นอยู่กับประเภทของสินทรัพย์ที่คุณลงทุนครับ

ประเภทของผลตอบแทนหลักๆ:

1.         กำไรจากส่วนต่างราคา (Capital Gain):

o   เป็นผลตอบแทนที่เกิดจากการที่คุณขายสินทรัพย์ได้ในราคาที่สูงกว่าราคาที่ซื้อมา

o   ตัวอย่าง: ซื้อหุ้นมา 10 บาท ขายไป 12 บาท ได้กำไร 2 บาท

o   เหมาะกับ: สินทรัพย์ที่มีราคาผันผวนและมีโอกาสเติบโตสูง เช่น หุ้น, กองทุนรวมหุ้น, อสังหาริมทรัพย์

2.         รายได้ประจำ (Income / Yield):

o   เป็นผลตอบแทนที่ได้รับอย่างสม่ำเสมอจากการถือครองสินทรัพย์นั้นๆ

o   ตัวอย่าง:

§  ดอกเบี้ย: จากเงินฝาก, พันธบัตร, ตราสารหนี้

§  เงินปันผล: จากหุ้น, กองทุนรวมหุ้น

§  ค่าเช่า: จากอสังหาริมทรัพย์

§  หน่วยลงทุน: จากกองทุนรวมบางประเภทที่จ่ายปันผลเป็นหน่วยลงทุน

o   เหมาะกับ: สินทรัพย์ที่เน้นกระแสเงินสดสม่ำเสมอ เช่น ตราสารหนี้, หุ้นปันผล, กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์

การคำนวณผลตอบแทน: ผลตอบแทนมักจะถูกแสดงเป็น "ร้อยละ" (Percentage) ของเงินลงทุนเริ่มต้น เพื่อให้สามารถเปรียบเทียบกันได้ง่าย

·        สูตรพื้นฐาน: ( (ราคาขาย - ราคาซื้อ) + เงินปันผล/ดอกเบี้ยที่ได้รับ ) / ราคาซื้อ x 100%

·        ผลตอบแทนทบต้น (Compounding Return): นี่คือพลังที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในการสร้างความมั่งคั่ง คือการนำผลตอบแทนที่ได้รับไปลงทุนต่อ เพื่อให้เงินต้นและผลตอบแทนนั้นงอกเงยต่อเนื่องเป็นทวีคูณ

"ความเสี่ยง" (Risk): โอกาสที่คุณจะไม่ได้ตามที่หวัง (หรือแย่กว่านั้น)

ความเสี่ยง ในการลงทุนคือ "โอกาสที่ผลตอบแทนที่ได้รับจะไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง" หรือ "โอกาสที่จะสูญเสียเงินลงทุนไปบางส่วนหรือทั้งหมด" ครับ

ประเภทของความเสี่ยงหลักๆ (สรุปจากบทความก่อนหน้า):

1.         ความเสี่ยงด้านตลาด (Market Risk): ความผันผวนของตลาดโดยรวม เช่น เศรษฐกิจตกต่ำ ตลาดหุ้นร่วงทั้งกระดาน

2.         ความเสี่ยงเฉพาะตัว (Specific Risk): ปัญหาของบริษัทหรือสินทรัพย์นั้นๆ เช่น บริษัทขาดทุน หุ้นตก

3.         ความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง (Liquidity Risk): การที่คุณขายสินทรัพย์ได้ยาก หรือไม่ได้ราคาที่ต้องการเมื่อต้องการใช้เงินด่วน

4.         ความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อ (Inflation Risk): อำนาจซื้อของเงินลงทุนลดลงตามกาลเวลา

5.         ความเสี่ยงด้านอัตราดอกเบี้ย (Interest Rate Risk): การเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ยส่งผลต่อมูลค่าสินทรัพย์ โดยเฉพาะตราสารหนี้

6.         ความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน (Exchange Rate Risk): การเปลี่ยนแปลงค่าเงินที่ส่งผลต่อการลงทุนต่างประเทศ

ระดับของความเสี่ยง: สินทรัพย์แต่ละประเภทมีระดับความเสี่ยงที่แตกต่างกันครับ โดยทั่วไปจะสามารถจัดเรียงลำดับความเสี่ยงจากต่ำไปสูงได้ดังนี้:

·        ต่ำมาก: เงินฝากออมทรัพย์, พันธบัตรรัฐบาลระยะสั้น

·        ต่ำ: ตราสารหนี้ระยะยาว, กองทุนรวมตลาดเงิน

·        ปานกลาง: กองทุนรวมผสม, กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์

·        สูง: หุ้น, กองทุนรวมหุ้น, ทองคำ, สินทรัพย์ดิจิทัล

ความสัมพันธ์ระหว่าง "ผลตอบแทน" และ "ความเสี่ยง"

นี่คือหัวใจสำคัญของการลงทุนครับ: "ผลตอบแทนที่คาดหวังสูง มักมาพร้อมกับความเสี่ยงที่สูงกว่าเสมอ" (High Risk, High Return; Low Risk, Low Return)

·        ไม่มีผลตอบแทนสูงที่ไร้ความเสี่ยง: หากมีใครมาชักชวนให้ลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูงลิ่ว โดยอ้างว่า "ไม่มีความเสี่ยง" หรือ "การันตีกำไร" 100% นั่นคือสัญญาณเตือนของ การหลอกลวงหรือแชร์ลูกโซ่ ครับ ไม่มีสิ่งใดในโลกการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูงพร้อมความปลอดภัยสมบูรณ์แบบ

·        ความเสี่ยงคือราคาของผลตอบแทน: ยิ่งคุณต้องการผลตอบแทนที่สูงขึ้นเท่าไหร่ คุณก็ต้องพร้อมที่จะแบกรับความเสี่ยงที่สูงขึ้นตามไปด้วย

·        การหาจุดสมดุล: สิ่งสำคัญคือการหาจุดสมดุลที่เหมาะสมกับ "ความสามารถในการรับความเสี่ยง" (Risk Appetite) และ "ความจำเป็นในการรับความเสี่ยง" (Risk Capacity) ของตัวคุณเอง

o   Risk Appetite: คุณรับความรู้สึกของการขาดทุนได้มากน้อยแค่ไหน

o   Risk Capacity: คุณมีเงินสำรองเพียงพอหรือไม่ หากเงินลงทุนของคุณเกิดขาดทุนขึ้นมาจริงๆ

ตัวอย่างความสัมพันธ์:

·        เงินฝาก: ความเสี่ยงต่ำมาก (เงินต้นไม่หาย) ผลตอบแทนก็ต่ำ (ไม่กี่เปอร์เซ็นต์ต่อปี)

·        ตราสารหนี้: ความเสี่ยงต่ำ-ปานกลาง (มีโอกาสผันผวนตามดอกเบี้ย แต่เงินต้นมักปลอดภัย) ผลตอบแทนสูงกว่าเงินฝากเล็กน้อย

·        หุ้น/กองทุนรวมหุ้น: ความเสี่ยงสูง (ผันผวนมาก เงินต้นอาจหายได้) ผลตอบแทนมีโอกาสสูงในระยะยาว (10% ขึ้นไปต่อปี หรือมากกว่า)

สำหรับมือใหม่: จัดการ "ผลตอบแทน" และ "ความเสี่ยง" อย่างไร?

1.         ประเมินความเสี่ยงที่ยอมรับได้ (Risk Assessment):

o   ทำแบบประเมินความเสี่ยงที่สถาบันการเงินมีให้

o   ซื่อสัตย์กับตัวเองเกี่ยวกับความรู้สึกเมื่อเห็นเงินลงทุนลดลง

o   พิจารณาจากอายุ, ระยะเวลาการลงทุน, และภาระทางการเงิน

2.         กระจายการลงทุน (Diversification):

o   ลงทุนในสินทรัพย์ที่หลากหลาย (หุ้น, ตราสารหนี้, กองทุนรวม)

o   ไม่ใส่ไข่ทั้งหมดในตะกร้าใบเดียว เพื่อลดความเสี่ยงเฉพาะตัว

o   ช่วยให้ภาพรวมของพอร์ตไม่ผันผวนรุนแรงเกินไป

3.         ลงทุนระยะยาว:

o   การลงทุนระยะยาวช่วยลดผลกระทบจากความผันผวนระยะสั้น

o   ทำให้คุณมีเวลาให้ตลาดฟื้นตัวและให้เงินทำงานแบบทบต้น

4.         ศึกษาหาความรู้ตลอดเวลา:

o   ยิ่งคุณเข้าใจสินทรัพย์ที่คุณลงทุนมากเท่าไหร่ คุณก็จะยิ่งบริหารความเสี่ยงได้ดีขึ้น

o   ความรู้ช่วยให้คุณแยกแยะได้ว่า "ความเสี่ยง" ที่เหมาะสม กับ "ความเสี่ยง" ที่เกินตัวคืออะไร

5.         มีเงินสำรองฉุกเฉิน:

o   ช่วยให้คุณไม่จำเป็นต้องขายสินทรัพย์ลงทุนในจังหวะที่ไม่ดี (เช่น ราคาตกต่ำ) เพื่อนำเงินมาใช้จ่ายในยามฉุกเฉิน

o   สร้างความสบายใจและลดความกดดันในการลงทุน

6.         ทบทวนพอร์ตการลงทุนเป็นประจำ:

o   อย่างน้อยปีละ 1-2 ครั้ง ทบทวนว่าพอร์ตการลงทุนของคุณยังสอดคล้องกับเป้าหมายและระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้หรือไม่

o   ปรับสัดส่วนสินทรัพย์ (Rebalancing) หากจำเป็น

บทสรุป: ลงทุนอย่างเข้าใจ ไม่ใช่แค่ตามกระแส

   ครับ การทำความเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่าง "ผลตอบแทน" และ "ความเสี่ยง" ถือเป็นหัวใจสำคัญของการเป็นนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จ ไม่ว่าคุณจะเลือกสินทรัพย์ประเภทใดก็ตาม การรู้ว่าคุณกำลังแบกรับความเสี่ยงระดับไหน เพื่อแลกกับผลตอบแทนเท่าไหร่ จะช่วยให้คุณตัดสินใจได้อย่างมีเหตุผลและไม่ถูกอารมณ์ชักจูง

จำไว้ว่า "การลงทุนที่ดี คือการลงทุนที่ทำให้คุณนอนหลับฝันดี" ไม่ใช่การลงทุนที่ทำให้คุณกังวลใจตลอดเวลา เพราะฉะนั้น เลือกในสิ่งที่เหมาะสมกับตัวคุณเอง แล้วคุณจะพบว่าการสร้างความมั่งคั่งเป็นเรื่องที่ทำได้จริง และเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นครับ

10 เคล็ดลับในการช่วยลดหนี้ของคุณให้หมดได้ไวขึ้น

 

คุณสามารถปลดหนี้ได้โดยการเปลี่ยนนิสัยบางอย่าง นี่คือ 10 วิธีที่ช่วยคุณสามารถลดหนี้ได้


1. จัดทำงบประมาณเพื่อติดตามค่าใช้จ่ายของคุณ

งบประมาณสามารถช่วยให้คุณติดตามรายได้และการใช้จ่ายของคุณ และสิ่งที่คุณใช้จ่ายเงินไป การตระหนักถึงรายได้และค่าใช้จ่ายของคุณมากขึ้นสามารถช่วยให้คุณขจัดหรือลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นได้

2. อย่าเป็นหนี้เพิ่ม

ทำงานเพื่อชำระสิ่งที่คุณเป็นหนี้อยู่ก่อนที่จะเพิ่มหนี้ใหม่ หลีกเลี่ยงการซื้อที่ไม่จำเป็น การเพิ่มหนี้โดยการซื้อที่ไม่จำเป็นเมื่อคุณยังมีหนี้ที่ต้องชำระจะทำให้การจัดการหนี้ของคุณยากขึ้น

3. ชำระค่าใช้จ่ายของคุณเต็มจำนวนและตรงเวลา

การชำระเงินเต็มจำนวนและตรงเวลาจะช่วยให้คุณหลีกเลี่ยงอัตราดอกเบี้ยที่สูงและค่าธรรมเนียมที่ล่าช้าได้ หากคุณไม่สามารถชำระเงินเต็มจำนวนได้ ให้ตั้งเป้าที่จะจ่ายมากกว่าขั้นต่ำเพื่อหลีกเลี่ยงการจ่ายดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมมากขึ้น

4. ตรวจสอบบิลของคุณอย่างระมัดระวัง

เมื่อคุณได้รับใบเรียกเก็บเงินและใบแจ้งยอด ตรวจสอบให้แน่ใจว่าถูกต้องและอัตราของคุณยังคงเท่าเดิม หากมีข้อผิดพลาดหรืออัตราของคุณเพิ่มขึ้นโดยไม่มีคำอธิบายใดๆ โปรดติดต่อผู้ให้กู้ของคุณเพื่อแก้ไขตามนั้น

5. ชำระหนี้ที่มีดอกเบี้ยสูงของคุณก่อน

หากคุณมีตั๋วเงินหลายใบที่ต้องชำระ การชำระหนี้ที่มีอัตราดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมสูงสุดก่อนจะลดจำนวนเงินที่คุณค้างชำระในระยะยาว

6. ลดจำนวนบัตรเครดิตที่คุณมี

พิจารณามีบัตรเครดิตเพียงไม่กี่ใบเพื่อจัดการหนี้ของคุณ ตรวจสอบให้แน่ใจว่าพวกเขามีอัตราต่ำสุดที่มีอยู่

7. มองหาอัตราดอกเบี้ยที่ดีที่สุดเมื่อรวมหนี้ของคุณ

เมื่อได้รับเงินกู้รวมหนี้จากธนาคารหรือสหภาพเครดิต คุณจะสามารถจัดการหนี้ของคุณได้ง่ายขึ้น เนื่องจากคุณชำระเงินให้กับธนาคารหรือเครดิตยูเนียนเพียงครั้งเดียว แทนที่จะชำระเงินหลายครั้งให้กับผู้ให้กู้ปัจจุบันทั้งหมดของคุณ บ่อยครั้งที่ธนาคารหรือสหภาพเครดิตอาจเสนออัตราดอกเบี้ยที่ต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่คุณค้างชำระ ดังนั้นควรเลือกซื้ออัตราที่ดีที่สุดก่อนที่จะรวมบัญชี

8. ติดต่อเจ้าหนี้ของคุณเกี่ยวกับแผนการชำระหนี้

พูดคุยกับบริษัทที่คุณเป็นหนี้โดยตรง พวกเขาอาจเต็มใจที่จะกำหนดตารางการชำระคืนที่เป็นจริงมากขึ้นสำหรับงบประมาณของคุณ และลดการชำระเงินรายเดือน

9. พูดคุยกับที่ปรึกษาสินเชื่อ

หากคุณต้องการความช่วยเหลือในการพัฒนาแผนการชำระหนี้ ลองพูดคุยกับที่ปรึกษาสินเชื่อ ระวังที่ปรึกษาที่อ้างว่าสามารถชำระหนี้ทั้งหมดของคุณได้อย่างรวดเร็วโดยมีค่าธรรมเนียมต่ำเพียงค่าเดียว เพราะอาจเป็นการหลอกลวง

10. ระวังตัวไว้

เมื่อคุณลดหรือชำระยอดคงเหลือของคุณแล้ว อย่าลืมป้องกันหนี้ที่เกิดขึ้นอีกครั้ง พิจารณาเลิกใช้บัตรเครดิตและใช้บัตรเดบิตหรือเงินสดแทน

ทั้ง 10 วิธีนี้หากใครที่กำลังเป็นหนี้อยู่ก็ลองเอาไปประยุกต์ใช้ดูนะครับ 

คุณจะแน่ใจได้อย่างไรว่าทำธุรกิจที่รักแล้วจะประสบความสำเร็จ?

 

ใครที่อ่านบทความของผมเป็นประจำคงคิดว่าผมเป็นคนขวางโลกแน่ๆ ที่เขียนบทความขัดแย้งกับสิ่งที่ทุกท่านได้เรียนรู้มา หรือที่ใครๆเค้าสอนกัน ผมไม่มีเจตนาที่จะขวางโลกแต่อย่างใดเพียงแต่จะเปิดเผยความจริงของโลกการเงินแบบทุนนิยมและนำมาตีแผ่ผ่านทางบทความของผมเท่านั้น อย่างเช่นในบทความนี้ไง ท่านเคยได้ยินไหมครับที่ใครๆเค้าสอนกันว่าถ้าอยากทำธุรกิจอะไรให้ทำธุรกิจที่รักแล้วท่านจะประสบผลสำเร็จ หลักการนี้แม้แต่ในหนังสือเกี่ยวกับการเริ่มต้นทำธุรกิจก็กล่าวถึงแล้วมันจริงหรือกับคำกล่าวเช่นนี้ จากประสบการณ์ของผมคนที่ทำธุรกิจที่ตัวเองรักแล้วประสบความสำเร็จนั้นมีน้อยกว่าคนที่ล้มเหลวเป็นอย่างมาก 


เพื่อนของผมหลาย ๆ คนลาออกจากงานประจำมาทำธุรกิจส่วนตัวโดยใช้เงินเก็บทั้งหมด นำมาเปิดร้านกาแฟ ร้านขายเสื้อผ้า ร้านขายรองเท้า ร้านน้ำปั่น ร้านเครื่องเขียน ผมถามเพื่อนผมว่าทำไมคุณถึงเลือกทำธุรกิจเหล่านั้น เพื่อนผมตอบเหมือนๆกับหมดเลยโดยไม่ได้นัดหมายว่า “ใจรักอยากทำอะไรที่รัก” เวลาผ่านไปไม่นานผมก็เริ่มได้ข่าวว่าเพื่อนผมบางคนธุรกิจมีปัญหาขาดทุน จากการบริหารงาน ขายไม่ออก จนสุดท้ายต้องปิดกิจการไปทีละคนจนมารู้อีกทีเพื่อนกลุ่มนี้ได้กลับมาทำงานประจำกันหมดแล้ว เป็นที่หน้าเสียดายที่อุส่าห์กล้าที่จะทำธุรกิจแต่ต้องมาติดกับดัก การทำธุรกิจแบบใจรัก เรามาดูกันว่าทำไมการทำธุรกิจแบบใจรักถึงไม่ประสบความสำเร็จ

  1.ธุรกิจแบบใจรักมีมากเกินไปในตลาด ก็คนมันใจรัก ใจท่านก็รัก ใจเขาก็รัก ใจเธอก็รัก ธุรกิจแบบใจรักส่วนมากเป็นธุรกิจที่ทำซ้ำๆกับในตลาด เช่น ร้านกาแฟ ขายเสื้อผ้า รองเท้า เข็มขัด เครื่องเขียน น้ำปั่น ปลอกมือถือ เครื่องสำอาง ทำให้เกิดการแข่งขันสูงและส่วนแบ่งในตลาดมีมากทำให้ยากที่จะประสบความสำเร็จ ไงหละ

  2.ธุรกิจแบบใจรักทำให้ความคิดของท่านแคบลง สิ่งแรกที่ควรคิดก่อนที่ท่านจะเริ่มทำธุรกิจคือ ท่านต้องประเมินถึงปัจจัยต่างๆของท่าน เช่นเงินทุน เวลา ความเชี่ยวชาญ ทำเลที่ตั้ง การขนส่ง แล้วค่อยมาเลือกว่าจะทำธุรกิจอะไรตามปัจจัยที่ท่านได้ประเมินแล้ว แต่คนที่เลือกทำธุรกิจแบบใจรักเค้าจะนำเอาธุรกิจที่อยากทำขึ้นมาตั้งไว้ก่อนแล้วค่อยประเมินถึงปัจจัยต่างๆทีหลัง ซึ่งมันทำให้เกิดจุดอ่อนเพราะปัจจัยพื้นฐานต่างๆของท่านขัดแย้งกับธุรกิจของท่านนั้นเอง(ท่านทำตามใจไม่ได้ทำตามศักยภาพที่มี) เมื่อทำธุรกิจจึงเกิดปัญหาไม่หยุดซักที แล้วก็ลงเอยด้วยความล้มเหลว

ที่มา: www.oknation.net/blog/STRATEGICSTOCK/2012/07/08/entry-2

เราจะเลือกลงทุนกับกองทุนไหนดี ?

 

หากท่านตัดสินใจได้แล้วว่าจะเลือกลงทุน โดยให้มืออาชีพดูแลเงินลงทุนให้ โดยลงทุนผ่านกองทุนรวม ทีนี้ท่านก็ต้องทำการตัดสินใจว่าจะเลือกลงทุนในกองทุนหุ้น กองทุนตราสารหนี้ กองทุนแบบผสม หรือกองทุนทางเลือกอื่นๆ ดี

          การที่จะเลือก กองทุนไหนอยู่ที่วัตถุประสงค์ที่ลงทุน และความชอบส่วนตัวของคุณ ตอบตนเองก่อนว่า คุณต้องการอะไร และยอมรับเงื่อนไขต่อไปนี้ได้หรือไม่ 

เทคนิคการออมเงิน: การบริหารหนี้สินที่ดีนำมาซึ่งความมั่งคั่ง

 
เทคนิคการออมและการลงทุน
เทคนิคการออมเงิน: การบริหารหนี้สินที่ดีนำมาซึ่งความมั่งคั่ง

เทคนิคการออมเงิน: สงสัยไหมว่าในเมื่อทุกคนเป็นหนี้สินเหมือน ๆ กันหมด แล้วทำไมบางคนกลับไม่รู้สึกว่าเรื่องหนี้สินเป็นปัญหาใหญ่ ตรงกันข้ามกลับเห็นเป็นเรื่องเล็กน้อย และไม่เคยเห็นว่ามันเป็นเรื่องที่บั่นทอนสุขภาพจิต ในขณะที่บางคนเรื่องหนี้สินเป็นเรื่องที่ทำให้ชีวิตมืดมนและมีแต่ทางตัน
เมื่อเงินที่หามาได้ไม่พอแก่การใช้จ่าย ย่อมเป็นธรรมดาที่จะมีหนี้สินเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นหนี้ที่เกิดจากการกู้ยืมมาใช้ในเรื่องต่าง ๆ หนี้ที่เกิดจากการผ่อนของที่ไม่สามารถหาเงินก้อนมาซื้อได้ ตลอดจนหนี้สินที่หยิบยืมคนรู้จักมาแก้ปัญหาเรื่องการเงินที่ชักหน้าไม่ถึงหลัง

เทคนิคการลงทุน: สหกรณ์ พันธบัตร และหุ้นกู้ มักให้ดอกเบี้ยสูงกว่าธนาคาร

 
เทคนิคการลงทุน: สหกรณ์ พันธบัตร และหุ้นกู้ มักให้ดอกเบี้ยสูงกว่าธนาคาร

เทคนิคการลงทุน: คนเก็บเงินไว้ในบัญชีออมทรัพย์โดยคิดว่าสะดวกดี ฝากถอนได้ง่าย แต่ปัญหาก็คือ ดอกเบี้ยน้อยมาก เก็บไว้แสนหนึ่ง มีดอกเบี้ยปีละไม่ถึงพันบาท เงินเฟ้อยังมากกว่า การเอาเงินจากบัญชีออมทรัพย์ไปเก็บไว้ที่อื่น จึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับคนที่ต้องการลงทุน สำหรับผู้เขียนโชคดีที่มีแม่เป็นครู จึงสมัครเป็นสมาชิกสมทบของสหกรณ์ครูได้ สามารถได้ดอกเบี้ยร้อยละ 5 ในขณะที่ธนาคารจ่ายให้แค่ร้อยละ 2.5 ต่อปี ซึ่งก็นับว่าสูงกว่าเงินเฟ้อได้แล้ว จัดว่าปลอดภัย

eBook ยอดนิยม