แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การลงทุนในกองทุนรวม แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การลงทุนในกองทุนรวม แสดงบทความทั้งหมด

กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ vs กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF): เลือกแบบไหนดีสำหรับอนาคต?

 

 

กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ

กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ vs กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF): เลือกแบบไหนดีสำหรับอนาคต?

      ในยุคที่ค่าครองชีพสูงขึ้นเรื่อยๆ การวางแผนการเงินเพื่อวัยเกษียณจึงเป็นสิ่งสำคัญที่มองข้ามไม่ได้เลยครับ สำหรับมนุษย์เงินเดือนหลายคนอาจคุ้นเคยกับ "กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ" ส่วนผู้ที่ทำงานอิสระอย่างคุณ  หรือผู้ที่ต้องการวางแผนเกษียณเพิ่มเติม อาจคุ้นกับ "กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF)" ครับ

วันนี้เราจะมาเจาะลึกความแตกต่างระหว่าง "กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ vs กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF): เลือกแบบไหนดีสำหรับอนาคต?" เพื่อให้คุณผู้ชมทุกคนเข้าใจถึงจุดเด่น ข้อจำกัด และ

กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (Provident Fund - PVD) คืออะไร?

กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ คือ สวัสดิการภาคสมัครใจ ที่นายจ้างและลูกจ้างร่วมกันจัดตั้งขึ้นตามกฎหมาย เพื่อเป็นหลักประกันทางการเงินแก่ลูกจ้างเมื่อเกษียณอายุ, ลาออก, เสียชีวิต, หรือทุพพลภาพครับ

จุดเด่นของ PVD:

1.         นายจ้างร่วมสมทบ: นี่คือจุดเด่นที่สำคัญที่สุด! นายจ้างจะจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนให้คุณด้วย ทำให้เงินออมของคุณเติบโตเร็วกว่าการออมด้วยตัวเอง

2.         หักภาษี ณ ที่จ่าย: เงินส่วนของลูกจ้างที่สมทบเข้ากองทุน และผลประโยชน์ที่ได้รับจะได้รับการยกเว้นภาษี (ตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด)

3.         สร้างวินัยการออม: มีการหักเงินสมทบจากเงินเดือนอัตโนมัติ ทำให้เกิดวินัยในการออมอย่างสม่ำเสมอ

4.         มีผู้จัดการกองทุนดูแล: เงินของคุณจะถูกนำไปลงทุนโดยผู้จัดการกองทุนมืออาชีพ

5.         เงินก้อนตอนเกษียณ: คุณจะได้รับเงินก้อนเมื่อเกษียณอายุ (ทั้งส่วนของลูกจ้าง, นายจ้าง, และผลประโยชน์จากการลงทุน)

ข้อจำกัดของ PVD:

·        สำหรับลูกจ้างบริษัทเอกชนเท่านั้น: ไม่เหมาะกับฟรีแลนซ์อย่างคุณ

·        เงื่อนไขการรับเงิน: การถอนเงินออกมาก่อนเกษียณอาจมีเงื่อนไขและอาจต้องเสียภาษีบางส่วน

·        ทางเลือกการลงทุนจำกัด: คุณอาจมีทางเลือกในการลงทุนน้อยกว่า RMF เพราะถูกจำกัดตามนโยบายของกองทุนที่คุณสังกัด

กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (Retirement Mutual Fund - RMF) คืออะไร?

กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) คือ กองทุนรวมประเภทหนึ่ง ที่จัดตั้งขึ้นเพื่อส่งเสริมการออมระยะยาวสำหรับวัยเกษียณครับ โดยผู้ลงทุนสามารถซื้อหน่วยลงทุนได้ด้วยตัวเอง และมีนโยบายลงทุนที่หลากหลายให้เลือก

จุดเด่นของ RMF:

1.         ลดหย่อนภาษีได้สูง: เบี้ยประกันสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 30% ของเงินได้พึงประเมิน แต่ไม่เกิน 500,000 บาท เมื่อรวมกับเงินออมเพื่อการเกษียณอื่นๆ (PVD, SSF, กบข., ประกันบำนาญ)

2.         ทางเลือกการลงทุนหลากหลาย: มี RMF ให้เลือกมากมาย ทั้งกองทุนหุ้น, ตราสารหนี้, อสังหาริมทรัพย์, สินค้าโภคภัณฑ์ ฯลฯ ทำให้คุณสามารถจัดพอร์ตลงทุนให้เหมาะกับความเสี่ยงและเป้าหมายของคุณ

3.         เหมาะกับทุกคน: ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์เงินเดือน, ฟรีแลนซ์, หรือเจ้าของกิจการ ก็สามารถลงทุน RMF ได้

4.         สร้างวินัยการออม: ต้องลงทุนต่อเนื่องทุกปี (หรืออย่างน้อยปีเว้นปี) ทำให้มีวินัยในการออม

5.         ยืดหยุ่นในการปรับพอร์ต: สามารถสับเปลี่ยนกองทุน RMF ระหว่างบลจ. ได้ เพื่อปรับพอร์ตให้เข้ากับสถานการณ์ตลาด

ข้อจำกัดของ RMF:

·        เงื่อนไขการลงทุนและไถ่ถอนเข้มงวด: ต้องลงทุนต่อเนื่องไปจนถึงอายุ 55 ปีบริบูรณ์ และต้องลงทุนมาแล้วอย่างน้อย 5 ปี หากผิดเงื่อนไขจะต้องคืนภาษีและอาจถูกปรับ

·        ไม่มีเงินสมทบจากนายจ้าง: ต้องลงทุนด้วยเงินของตัวเองทั้งหมด

กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ vs RMF: เลือกแบบไหนดีสำหรับอนาคต?

      การเลือกว่าจะเน้นไปที่ PVD หรือ RMF หรือทั้งคู่ ขึ้นอยู่กับสถานะและเป้าหมายของคุณครับ

สำหรับ "มนุษย์เงินเดือน"

·        PVD คือสิ่งจำเป็นอันดับแรก: หากบริษัทของคุณมี PVD ควรอย่างยิ่งที่จะเข้าร่วมและสมทบเงินให้เต็มที่ ตามนโยบายของบริษัท เพราะนี่คือเงินที่นายจ้างสมทบให้ ถือเป็น "เงินฟรี" ที่คุณควรได้รับ

·        RMF คือส่วนเสริมที่ทรงพลัง: หากคุณเข้าร่วม PVD แล้ว แต่ยังต้องการออมเพิ่มเพื่อเกษียณ และต้องการสิทธิลดหย่อนภาษีเพิ่มเติม รวมถึงมีทางเลือกการลงทุนที่หลากหลาย RMF คือตัวเลือกที่ดีเยี่ยม ในการเติมเต็มส่วนที่ขาด

สำหรับ "ฟรีแลนซ์" หรือ "เจ้าของกิจการ" (เช่น คุณ )

·        PVD ไม่ใช่ทางเลือก: เนื่องจากคุณไม่มีนายจ้างที่สมทบเงินให้

·        RMF คือทางเลือกหลักที่สำคัญที่สุด:

o   เพื่อการลดหย่อนภาษี: RMF เป็นเครื่องมือลดหย่อนภาษีที่ยอดเยี่ยมสำหรับผู้ที่ไม่มี PVD

o   เพื่อการวางแผนเกษียณ: เป็นช่องทางสำคัญในการสร้างเงินออมสำหรับวัยเกษียณของคุณ

o   เพื่อการลงทุนที่หลากหลาย: คุณสามารถเลือกนโยบายการลงทุนที่เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงที่คุณรับได้ และปรับเปลี่ยนได้ตามสถานการณ์

ถ้าคุณมีทั้ง PVD และ RMF (สำหรับมนุษย์เงินเดือน)

คุณสามารถมีได้ทั้งคู่ครับ และการมีทั้งสองอย่างจะยิ่งช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้แผนเกษียณของคุณ:

·        PVD: เป็นรากฐานสำคัญที่นายจ้างช่วยสมทบ

·        RMF: เป็นส่วนเสริมที่ช่วยให้คุณลดหย่อนภาษีได้เพิ่มขึ้น และมีอิสระในการเลือกนโยบายการลงทุนที่ตรงใจมากขึ้น

บทสรุป: วางแผนเกษียณอย่างชาญฉลาด

      ไม่ว่าคุณจะเป็นมนุษย์เงินเดือน หรือฟรีแลนซ์อย่างคุณ การวางแผนการเงินเพื่อวัยเกษียณเป็นสิ่งที่คุณไม่ควรละเลยครับ

·        ถ้าเป็นพนักงานบริษัท: เข้าร่วม กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) ให้เต็มที่ก่อน แล้วค่อยพิจารณา RMF เพิ่มเติมหากต้องการลดหย่อนภาษีและออมเพิ่ม

·        ถ้าเป็นฟรีแลนซ์/เจ้าของกิจการ: RMF คือหัวใจสำคัญในการวางแผนเกษียณของคุณ เพราะเป็นทั้งเครื่องมือการออม การลงทุน และการลดหย่อนภาษี

เริ่มต้นวางแผนตั้งแต่วันนี้ เพื่อให้คุณมีเงินใช้ในวัยเกษียณอย่างมีความสุขและไม่เป็นภาระใครครับ!

'กองทุนบำนาญไทย'เสี่ยงน้อยไป..อาจไม่พอใช้วัยเกษียณ

 
กองทุนบำนาญไทยกำลังถูกมองว่าลงทุนเสี่ยงน้อยไปรึเปล่า ซึ่งปัญหาที่ตามมาอาจทำให้มีเงินไม่พอใช้ในวัยเกษียณ ลองมาติดตามเรื่องนี้ดู




ปัจจุบัน “กองทุนบำนาญ” ในโลกส่วนใหญ่จะเป็น “กองทุนบำนาญประเภทที่กำหนดอัตราเงินนำส่ง (Defined Contribution : DC)” เป็นระบบที่สมาชิกจำเป็นต้องมี “ความรู้” และ “ความเข้าใจ” เพื่อที่จะเลือกแผนการลงทุนให้เหมาะสมกับตัวเองพร้อมกับรับผิดชอบในทางเลือกของตัวเองนั่นเอง

 ในประเทศไทยเองนั้นพบว่ากองทุนบำนาญในไทยยังมีสัดส่วนการลงทุนในหุ้นที่น้อยเกินไป ในระบบ “กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ” ประมาณ 11% ในขณะที่ “กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.)” เองก็ลงทุนในหุ้นสูงสุดไม่เกิน 35%  เมื่อเทียบกับ “กองทุนบำนาญในโลก” ที่มีการลงทุนในหุ้นเฉลี่ย 60 - 70% ก็อาจทำให้สมาชิกกองทุนบำนาญของไทยเองนั้นมีเงินไม่เพียงพอที่จะใช้ในช่วงเกษียณได้เช่นกัน


 ไม่เพียงเท่านี้ “อัตราเงินสะสม” เข้ากองทุนของ “กองทุนบำนาญไทย” เองในปัจจุบันยังถือว่ายังค่อนข้างต่ำเฉลี่ยประมาณ 5 - 6% เท่านั้น นี่ก็เป็นอีกปัจจัยที่จะส่งผลถึงเป้าหมายชีวิตหลังเกษียณได้เช่นกัน  เรามีมุมมองของผู้คนในแวดวงเงินออมเพื่อเกษียณทั้งในต่างประเทศและในประเทศมาฝากกัน 

 @ กองทุนบำนาญในไทยยังเล็ก

  เกี่ยวกับเรื่องนี้ “ดร.อารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม” ปลัดกระทรวงการคลัง และ ประธานคณะกรรมการกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) บอกว่า “กองทุนบำนาญ” นั้นเป็นกลไกที่กระตุ้นให้เกิดการพัฒนาการและการเติบโตต่อระบบเศรษฐกิจโดยองค์รวม จากรายงานของ “Tower Watsons” ในปี 2002 ระบุว่ากองทุนบำนาญขนาดใหญ่ในโลก 300 แห่ง มีสินทรัพย์สุทธิรวมกันถึง 5.5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ “Morgan Stanley” รายงานเมื่อปี 2008 ว่ากองทุนบำนาญทั่วโลกมีสินทรัพย์รวมกันมากกว่า 20 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ถือได้ว่าเป็นสินทรัพย์ที่มีขนาดใหญ่กว่ากองทุนรวม กองทุนป้องกันความเสี่ยง (Hedge Fund) หรือแม้แต่หุ้นของกิจการเอกชน ทาง OECD ซึ่งเป็นหน่วยงานที่เชี่ยวชาญการศึกษาเกี่ยวกับกองทุนบำนาญได้ศึกษากองทุนบำนาญในประเทศสมาชิกและระบุว่ามีเม็ดเงินในกองทุนบำนาญถึง 67% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP)


 สำหรับประเทศไทยเองนั้นขนาดกองทุนบำนาญมีสัดส่วนเพียง 17% ของ GDP ซึ่งถือว่าต่ำกว่าอีกหลายประเทศ นั่นหมายความว่า ประเทศไทยยังมีความจำเป็นต้องทำงานมากขึ้นเพื่อให้ผู้สูงวัยในประเทศไทยมีการเตรียมพร้อมที่เหมาะสมเพื่อการเกษียณและในอีกด้านยังหมายถึงประเทศไทยมีสินทรัพย์ในระบบบำนาญเพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศน้อยเกินไปด้วย


 “จากการศึกษาของธนาคารโลก พบว่าประเทศไทยมีสัดส่วนครอบคลุม (Coverage Ratio) คือ จำนวนคนทำงานและนำส่งรายได้เข้าสู่ระบบบำนาญภาคบังคับหารด้วยจำนวนแรงงานอยู่ประมาณ 20% ในขณะที่ในยุโรปประมาณ 60% ละตินอเมริกา 20% และเอเชียแปซิฟิกประมาณ 15% ประเทศไทยถือว่าไม่ต่ำและไม่สูง ในส่วนของอัตราส่วนทดแทน (Replacement Ratio) ที่หมายถึงความสัมพันธ์ระหว่างรายได้เมื่อเกษียณและรายได้หลังเกษียณนั้น ข้าราชการไทยและอยู่ในระบบบำนาญ กบข. อยู่ประมาณ 70% ในขณะที่ 30 ประเทศของ OECD อยู่ที่ประมาณ 59% จึงถือได้ว่าระบบบำนาญของไทยไม่เป็นสองรองใครในโลก”


 @ ลงทุนในหุ้นน้อยไป
  ด้าน “ธนศักดิ์ กรรณสูต” ผู้จัดการกองทุนบำเหน็จบำนาญ เชลล์ กรุ๊ป บอกว่า กองทุนบำนาญของไทยยังลงทุนในหุ้นเป็นสัดส่วนที่ค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับในต่างประเทศ กองทุนบำนาญของเชลล์เองลงทุนในหุ้นประมาณ 45% ถ้าต้องการผลตอบแทนที่ดีก็ต้องลงทุนในสินทรัพย์ที่เสี่ยงด้วยเช่นเดียวกันและเนื่องจากกองทุนบำนาญเป็นเงินลงทุนระยะยาวอยู่แล้วบริษัทจึงไม่ได้ตกใจกับความผันผวนของตลาดหุ้นในระยะสั้นแต่ประการใด ในระยะ 30 ปี จากข้อมูลในอดีตถ้าลงทุนในหุ้นจะให้ผลตอบแทนประมาณ 100% และถ้าผสม “หุ้น” กับ “ตราสารหนี้” อย่างละ 50% ก็จะได้ผลตอบแทนประมาณ 300% ในระยะเวลา 30 ปี ดังนั้นการให้การศึกษากับสมาชิกกองทุนจึงเป็นเรื่องที่สำคัญ


 “ทางสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เอง ก็ควรจะต้องเปลี่ยนแนวคิดเกี่ยวกับการลงทุนของกองทุนบำนาญได้แล้ว เพราะเป็นการลงทุนในระยะยาวถ้าให้กองทุนหลักมีแผนการลงทุนที่ระมัดระวังมากเกินไป ในทางหนึ่งอาจจะเสมือนหนึ่งเป็นการป้องกันสมาชิกไม่ให้เจ็บตัวจากการลงทุน แต่ก็เป็นความเสี่ยงในอนาคตที่จะกลับมาว่าสมาชิกมีเงินไม่เพียงพอที่จะใช้จ่ายในวัยเกษียณ เรื่องการลงทุนสมาชิกกองทุนสามารถเริ่มต้นเรียนรู้ด้วยตัวเองได้ทันทีไม่ต้องรอใครสามารถที่จะทำได้เลย”


 @ เงินสะสมสำคัญไม่แพ้ผลตอบแทน
 ขณะที่ “เคิร์ก เวสท์” กรรมการบริหาร อินเตอร์เนชั่นแนล อินเวสเม้นท์ พรินซิเพิล โกลบอล บอกว่า ไม่เพียงเรื่องผลตอบแทนจากการลงทุนเท่านั้นอีกส่วนที่สำคัญ คือ “เงินสะสมของสมาชิก” ต้องมีมากเพียงพอด้วย เช่น ออสเตรเลีย 12% ของเงินเดือนเก็บเพื่อเกษียณ หรือในฮ่องกง 10% โดยนายจ้างสมทบให้ 5% ลูกจ้าง 5% เป็นต้น “อัตราการออมขั้นต่ำ” และ “ผลตอบแทน” จากการลงทุนที่จะได้รับเป็นส่วนสำคัญต่อเป้าหมายการออมเพื่อเกษียณ ในส่วนของ กบข.เองอัตราการสะสมยังค่อนข้างต่ำประมาณ 3.0% เท่านั้น ไม่เพียงเท่านี้สัดส่วนการลงทุนในหุ้นของกบข.ที่ประมาณ 35% ถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับกองทุนบำนาญอื่นในโลกที่เฉลี่ยประมาณ 60 - 70% ดังนั้น กบข. น่าจะมีแผนการลงทุนที่มีสัดส่วนการลงทุนที่มากขึ้นกว่าในปัจจุบันเป็นทางเลือกเพิ่มเติมเข้ามาด้วย


 ปัจจุบัน ประชากรประมาณ 75% ของสหรัฐ จะมีแผนบำนาญเพื่อเตรียมรับวัยเกษียณของเขากันแล้ว จากแนวโน้มของการมีอายุหลังเกษียณที่ยาวนานขึ้นอาจทำให้ค่าใช้จ่ายหลังเกษียณจริงอาจจะเกินกว่าที่ได้เตรียมเงินกันเอาไว้เพียงพอ ในหลายประเทศก็มีแนวคิดในการแก้ไขปัญหาโดย “ยืดระยะเวลาเกษียณอายุงานออกไป” จากเดิม 60 ปี  เป็น 70 ปี เป็นต้น นอกจากนี้อีกส่วนที่สำคัญ คือ การให้ความรู้กับสมาชิกเพื่อการออมอย่างถูกต้อง


 “ในหลายประเทศได้มุ่งมั่นในการให้ความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับการออมเพื่อเกษียณผ่านระบบบำนาญโดยได้ปลูกฝั่งให้กับเยาวชนโดยบรรจุไว้ในหลักสูตรตั้งแต่ระดับประถม-มัธยมเพื่อให้เด็กได้เรียนรู้เรื่องการวางแผนการเงินและการออมไปเลย เพราะการจะมาดึงคนในวัยทำงานให้สนใจในเรื่องการออมค่อนข้างจะทำได้ยาก แต่นายจ้างและคณะกรรมการกองทุนก็จำเป็นต้องให้ความรู้กับสมาชิกด้วยเช่นกัน เพราะรูปแบบกองทุนบำนาญประเภทที่กำหนดอัตราเงินนำส่ง (Defined Contribution : DC) เป็นระบบที่สมาชิกจำเป็นต้องมีความรู้และความเข้าใจเพื่อที่จะสามารถเลือกการลงทุนที่เหมาะสมในการสร้างผลตอบแทนที่ดีเพื่อชีวิตหลังเกษียณที่เพียงพอของตัวเองให้ได้”


 @ ระบบบำนาญแบบ DC 
  “นาโอมิ เดน” กรรมการผู้จัดการ ทาวเวอร์ วัตสัน ประเทศสหรัฐอเมริกา มองว่า ปัจจุบันคนหลังเกษียณมีแนวโน้มจะมีอายุที่ยาวขึ้นดังนั้นค่าใช้จ่ายหลังเกษียณที่ยาวขึ้น 20 - 30 ปี จึงต้องมีมากขึ้นเพื่อให้เพียงพอ แล้วรูปแบบของกองทุนบำนาญในปัจจุบันก็เปลี่ยนจากเดิมที่เป็น “กองทุนบำนาญประเภทกำหนดผลตอบแทนล่วงหน้า (Defined Benefit : DB)” ซึ่งอาจไม่เหมาะกับโลกในปัจจุบันมาสู่ “กองทุนบำนาญประเภทที่กำหนดอัตราเงินนำส่ง (Defined Contribution : DC)” เป็นระบบที่สมาชิกจำเป็นต้องมี “ความรู้” และ “ความเข้าใจ” เพื่อที่จะสามารถเลือกการลงทุนที่เหมาะสมในการสร้างผลตอบแทนที่ดีเพื่อชีวิตหลังเกษียณที่เพียงพอของตัวเองให้ได้ เพราะเป็นการถ่ายโอนความเสี่ยงมาสู่ตัวสมาชิกโดยตรง ต่างจากระบบ DB ซึ่งการกำหนดผลตอบแทนที่สมาชิกจะได้รับไว้ล่วงหน้าก็สร้างปัญหาให้เช่นกันเพราะหากเงินลงทุนสร้างผลตอบแทนไม่เพียงพอเงินออกมากกว่าเงินเข้าก็กระทบเสถียรภาพกองทุนได้เช่นกัน จนบางครั้งต้องมาปรับลดผลประโยชน์ที่สมาชิกจะได้รับลงเนื่องจากกองทุนไม่มีเงินที่เพียงพอ เป็นต้น


 นั่นเป็นเหตุให้กองทุนบำนาญประเภท DB เปลี่ยนมาเป็นรูปแบบของ DC มากขึ้นในปัจจุบัน แต่รูปแบบนี้สมาชิกจำเป็นต้องมีความเข้าใจเพื่อให้เขาสามารถวางแผนการเงินเพื่อลงทุนอย่างเหมาะสมในระยะเวลาการลงทุนที่ค่อนข้างยาวนาน 30 - 40 ปี ข้างหน้า เพื่อให้มีเงินเพียงพอไว้ใช้ตอนเกษียณจึงเป็นสิ่งสำคัญ


 “แนวคิดหนึ่งที่สามารถนำมาใช้ได้ คือ  Target Date Fund โดยกองทุนจะมีการลงทุนผสมระหว่างสินทรัพย์เสี่ยงและสินทรัพย์ที่มีความมั่นคงในสัดส่วนต่างๆ ขึ้นกับช่วงอายุของสมาชิก โดยจะมีการลดสัดส่วนการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงลดลงเมื่อเข้าใกล้วัยเกษียณ ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่จะช่วยให้สมาชิกมีผลตอบแทนที่ดีในระยะยาวได้ เพราะการลงทุนระยะยาวถ้าลงทุนในสินทรัพย์ที่เสี่ยงต่ำไปก็อาจทำให้มีเงินไม่เพียงพอในช่วงเกษียณได้เช่นกัน”


 @ หวั่นคนไทยมีเงินไม่พอใช้หลังเกษียณ 
 เกี่ยวกับเรื่องนี้ “อารยา ธีระโกเมน” กรรมการอำนวยการ บลจ.ทิสโก้ ในฐานะอุปนายกและประธานกลุ่มธุรกิจกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ยอมรับว่า กองทุนบำนาญของไทยยังมีการลงทุนใน “สินทรัพย์เสี่ยง” หรือหุ้นน้อยเกินไปนั่นจะทำให้สมาชิกมีความเสี่ยงที่จะมีเงินไม่เพียงพอที่จะใช้หลังวัยเกษียณ โดยปัจจุบันธุรกิจกองทุนสำรองเลี้ยงชีพมีเม็ดเงินในระบบประมาณ 6.1 แสนล้านบาท ลงทุนในหุ้นประมาณ 11% เท่านั้น หรือประมาณ 6 หมื่นล้านบาท เทียบกับในอดีตปี 2547 ธุรกิจกองทุนสำรองเลี้ยงชีพมีสินทรัพย์ประมาณ 4 แสนล้านบาท กลับมีการลงทุนในหุ้นประมาณ 13% หรือประมาณ 4 หมื่นล้านบาท ถือว่าหากเทียบกับในอดีตแล้วกองทุนสำรองเลี้ยงชีพของไทยมีการลงทุนในหุ้นยังเป็นสัดส่วนที่ค่อนข้างน้อยจริงๆ แต่ประเด็น คือ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพของไทยเป็น “ภาคสมัครใจ” และมี “คณะกรรมการกองทุน” เป็นผู้วางนโยบายการลงทุนเอาไว้ให้กับสมาชิก ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเน้นปลอดภัยและมั่นคงเพราะไม่อยากมีปัญหา


 เมื่อมี “ทางเลือกการลงทุน (Employee’s Choices)” ให้กับสมาชิกแล้ว ก็พบปัญหาใหม่ คือ สมาชิกเลือกไม่เป็นหรือไม่สนใจเลือก เพราะกองทุนสำรองเลี้ยงชีพสมาชิกส่วนใหญ่มองว่าได้มาเพราะบริษัทมีแต่ตัวเองไม่ได้สนใจอะไรอยู่แล้ว จึงไม่มีความกระตือรือร้นในเรื่องการวางแผนการลงทุนให้เท่าไรนัก จะให้บริษัทจัดการลงทุนไปบริหารผิดไปจากกรอบนโยบายที่คณะกรรมการกองทุนของแต่ละบริษัทวางเอาไว้ก็ไม่ได้อีก


 “แต่หลังจากมี Employee’s Choices แล้ว ก็พบพัฒนาการที่ดีขึ้น และหวังว่าในอนาคตสัดส่วนการลงทุนในหุ้นจะขยับขึ้นไปอยู่ประมาณ 15 - 20% ซึ่งเป็นกรอบนโยบายที่จะทำให้การลงทุนในระยะยาวแล้วเงินต้นมีความปลอดภัยสูง ในขณะเดียวกันผลตอบแทนจากการลงทุนก็มากเพียงพอที่จะต่อสู้กับเงินเฟ้อได้”


 @ แนะใช้ RMF เสริมการลงทุนเพื่อเกษียณ 
  โดย อารยา แนะนำว่า แนวคิดการออมที่เป็นระบบ DC นี้ ความรู้ความเข้าใจของนักลงทุนเป็นเรื่องสำคัญที่สุด เมื่อลงทุนอย่างไรก็จะได้ผลตอบแทนอย่างนั้นต้อง “รับผิดชอบตัวเอง” เป็นเรื่องที่ “ภาครัฐ” ควรจะมีบทบาทและมองเป็นเรื่องที่สำคัญในระดับชาติเช่นกันในการที่จะปลูกฝั่งเรื่องของการออมเพื่อเกษียณอายุให้กับประชาชนคนไทยโดยใส่ไว้ในหลักสูตรการศึกษาตั้งแต่ต้นเลย ปัจจุบัน Employee’s Choices มีแล้ว แม้จะยังไม่ทุกบริษัท หรือมีแล้วแต่ยังมีนโยบายให้เลือกไม่หลากหลายนั้น ก็แนะนำให้สมาชิกเลือกลงทุนผ่าน “กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF)” แทนได้ เพราะมีเป้าหมายและวัตถุประสงค์ในการออมเพื่อเกษียณอายุเช่นกัน และกองทุน RMF มีนโยบายการลงทุนที่ให้เลือกหลากหลาย ถ้าบริษัทสมาชิกในส่วนของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพมีนโยบายเดียว คือ ลงทุนในตราสารหนี้ หรือ มีนโยบายเดียว คือ ผสมหุ้นไม่เกิน 20% เป็นต้น แล้วสมาชิกอยากจะลงทุนในหุ้นเพิ่มเติม ก็สามารถทำผ่านกองทุน RMF ที่มีนโยบายลงทุนในหุ้นได้เลย เป็นเสมือนหนึ่งการสร้างทางเลือกให้กับตัวเอง


 “สำหรับอัตราส่วนเงินสะสมในระบบกองทุนสำรองเลี้ยงชีพของไทยในปัจจุบันเฉลี่ยประมาณ 5 - 6% เท่านั้น ทั้งที่กฎหมายเปิดให้สะสมได้สูงสุดถึง 15% ถ้ามองในแง่นี้ก็ถือว่าน้อยไป แต่ก็ดีกว่าไม่มีเลยเพราะนี่คือการออมภาคสมัครใจ ซึ่งคงต้องมองไปในแต่ละกลุ่มอุตสาหกรรมด้วย ในกลุ่มอุตสาหกรรมที่เป็นโรงงานอัตราส่งเงินสะสมเฉลี่ยจะต่ำลงเหลือ 2 - 3% แต่ถ้าเป็นบริษัทออฟฟิศอัตราการสะสมเฉลี่ยจะดีขึ้นเป็น 8 - 9% ก็มี แต่ถ้าใครคิดว่าอยากจะออมเพิ่มจริงๆ ก็สามารถทำผ่านกองทุน RMF ได้เช่นเดียวกัน”


 @ กบข.มองทางเลือก-ต้องมากับความเข้าใจ
  โดย “โสภาวดี เลิศมนัสชัย” เลขาธิการคณะกรรมการกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) ยอมรับว่า ข้อสังเกตในเรื่องการลงทุนในหุ้นที่น้อยไปรวมถึงอัตราเงินสะสมที่น้อยไปนั้นอาจจะเป็นปัญหาต่อความพอเพียงของเงินออมเพื่อเกษียณนั้นเป็นข้อสังเกตที่น่ารับฟัง แต่การลงทุนในกองทุนบำนาญในระบบแบบ DC นั้นเป็นเรื่องที่สมาชิกจะต้องสนใจในการหาความรู้เพื่อที่จะได้วางแผนและเลือกการลงทุนได้อย่างเหมาะสมกับตัวเองด้วย ปัจจุบันแม้ กบข.จะมีนโยบายการลงทุนให้สมาชิกเลือกถึง 4 นโยบายแล้วก็ตาม แต่สมาชิกส่วนใหญ่ก็ยังเลือกอยู่ในนโยบายดั้งเดิมประมาณ 99% ส่วนหนึ่งอาจจะเพราะสมาชิกไม่มีความเข้าใจหรือสมาชิกอาจจะกลัวว่าถ้าไปเลือกนโยบายอื่นแล้วต้องรับผิดชอบการลงทุนด้วยตัวเอง ซึ่งแนวคิดการลงทุนแบบ DC นี้นักลงทุนต้องดูแลการลงทุนของตัวเองอยู่แล้ว  ถ้าเพิ่มทางเลือกแล้วสมาชิกเลือกไม่เป็นก็เป็นปัญหาเช่นกัน ในส่วนนี้ก็คงจะต้องพยายามให้ความรู้ทำความเข้าใจกับสมาชิกต่อไป และในอนาคตอาจจะพิจารณาเพิ่มแผนการลงทุนที่มีสัดส่วนการลงทุนในหุ้นเพิ่มมากกว่าปัจจุบันก็ได้


 “ในส่วนของการลงทุนในหุ้นแผนดั้งเดิมของ กบข. ก็มีสัดส่วนลงทุนในหุ้นประมาณ 20% ส่วนทางเลือกการลงทุนที่มีหุ้นสูงสุดอยู่ที่ 35% นั้น ก็ถือว่าไม่น้อยจนเกินไป ในส่วนของเงินสะสมของสมาชิก กบข. 3% ถือว่าไม่มาก แต่เชื่อว่าหลังจากมีการปรับขึ้นเงินเดือนข้าราชการแล้วก็น่าจะมีเงินสะสมของสมาชิกที่เพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้ในส่วนของเงินสะสมนี้ทาง กบข. ก็เปิดให้สมาชิกสามารถออมเพิ่มได้ถึง 12% แต่รัฐยังสมทบให้เท่าเดิม ขึ้นกับความสมัครใจของสมาชิกเองเพราะเปิดช่องให้ออมเพิ่มได้อยู่แล้ว”


 @ ก.ล.ต. เตรียมเสนอแก้ พ.ร.บ.
  ล่าสุด “วรพล  โสคติยานุรักษ์ เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) บอกว่า คณะกรรมการ ก.ล.ต. เห็นชอบให้เสนอแก้ไข พ.ร.บ.กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พ.ศ. 2530  ใน 4 เรื่อง ได้แก่


1) การให้ลูกจ้างที่เป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ สามารถนำ “ส่งเงินสะสมในอัตราที่สูงกว่าเงินสมทบของนายจ้างได้” เพื่อเพิ่มเงินออมของลูกจ้างในกองทุนโดยไม่กระทบต่อการนำส่งเงินสมทบของนายจ้าง โดยในปัจจุบันกฎหมายกำหนดว่านายจ้างต้องส่งเงินสมทบเข้ากองทุนในอัตราที่ไม่ต่ำกว่าเงินสะสมของลูกจ้าง 


2) ลูกจ้างที่สิ้นสมาชิกภาพจากกองทุนเพราะออกจากงาน สามารถโอนเงินที่มีสิทธิได้รับจากกองทุน หรือเงินที่เหลือในกองทุนจากการขอรับเงินเป็นงวดไปยังกองทุน RMF หรือกองทุนอื่นที่มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นหลักประกันในกรณีออกจากงานหรือชราภาพ เพื่อให้ลูกจ้างสามารถออมเงินในกองทุนแบบผูกพันระยะยาวได้ต่อเนื่อง  


3) ในกรณีวิกฤติเศรษฐกิจ สาธารณภัย หรือเหตุการณ์ร้ายแรงที่มีผลกระทบเป็นวงกว้าง และลูกจ้างหรือนายจ้างที่ไม่พร้อมที่จะส่งเงินสะสมและเงินสมทบเข้ากองทุน สามารถหยุดหรือเลื่อนการส่งเงินดังกล่าวได้คราวละไม่เกินหนึ่งปี โดยต้องได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ซึ่งอาจขยายระยะเวลาหรือกำหนดเงื่อนไขการปฏิบัติได้ตามความจำเป็น 


4) การให้กองทุนสำรองเลี้ยงชีพประเภทกองทุนหลายนายจ้าง (pooled fund) มีทางเลือกในการบันทึกรายได้บางประเภทให้เหมาะสมกับลักษณะของสมาชิกกองทุน


“ประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุและครอบครัวมีลักษณะที่ผู้สูงอายุจะต้องพึ่งพิงตนเองมากขึ้น แต่อัตราการออมเงินเพื่อการเกษียณอายุของประชากรค่อนข้างต่ำ ซึ่ง ก.ล.ต. ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญในการสร้างวัฒนธรรมการลงทุนผ่านการออมระยะยาวให้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและกว้างขวาง จึงสมควรแก้ไขกฎหมายกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเพื่อส่งเสริมการออม ซึ่งคณะกรรมการ ก.ล.ต. มีมติเห็นชอบให้เสนอร่างแก้ไข พ.ร.บ. นี้ต่อกระทรวงการคลังเพื่อดำเนินการตามขั้นตอนการออกกฎหมายต่อไป” 


เรื่องการออมเพื่อเกษียณนี้ ทุกคนควรจะตื่นตัว และเริ่มลงมือทำด้วยตัวเองได้ทันที เพราะรูปแบบการออมในลักษณะของ DC นั้น ผู้ออมต้องรับผิดชอบเงินของตัวเองอยู่แล้ว เพื่อเป้าหมายชีวิตหลังเกษียณ ที่มีความสุขในอนาคต



ที่มา  กรุงเทพธุรกิจ

เทคนิคการลงทุนแบบ Dollar Cost Average ในกองทุนรวม

 

หลายๆ คนคงเคยได้ยินคำถามที่เกี่ยวข้องกับจังหวะเวลาในการลงทุน (Market Timing) ว่า ควรเลือกลงทุนในกองทุนรวม ช่วงเวลาไหน หรือเมื่อไหร่ดีจึงจะเหมาะสมที่สุด ทั้งนี้ก็เพราะคงไม่มีใครที่สามารถคาดการณ์สภาวะการลงทุนหรือราคาซื้อขาย ได้อย่างแน่นอนว่าเมื่อไหร่ที่ราคาจะปรับตัวลดลง และทำให้ซื้อหน่วยลงทุนได้ในราคาที่ต่ำที่สุด หรือเมื่อไหร่ที่ราคาจะปรับตัวสูงขึ้น และทำให้ต้องซื้อหน่วยลงทุนในราคาที่สูงขึ้น ส่งผลให้มีคำถามต่อยอดตามมาคือ จะมีเทคนิคการลงทุนใดบ้างที่สามารถ
ลดความผันผวนของราคาหรือสภาวะการลงทุนข้างต้น และยังทำให้สามารถบรรลุเป้าหมายทางการเงินที่ต้องการได้ 
    
แน่นอนว่า คำตอบของคำถามดังกล่าวข้างต้น ก็คือเทคนิคการลงทุนแบบ Dollar Cost Averaging (DCA)” ซึ่งเป็นการลงทุนอย่างสม่ำเสมอเป็นประจำในระยะยาว โดยมีการกำหนดช่วงเวลาสำหรับการลงทุนไว้อย่างแน่นอนเป็นงวดๆ เช่น ทุกสัปดาห์ ทุกเดือน ทุกไตรมาส ด้วยเงินลงทุนที่เท่าๆ กันในแต่ละงวดนั่นเอง 

สำหรับแนวคิดภายใต้เทคนิคการลงทุนแบบนี้มองว่า แทนที่จะลงทุนซื้อหน่วยลงทุนแบบทุ่มเป็นเงินก้อนใหญ่ 
(Lump - sum) ในทีเดียว ก็ให้ทยอยลงทุนในหน่วยลงทุนเป็นจำนวนเงินคงที่เท่าๆ กัน ตามระยะเวลาที่ได้กำหนดไว้อย่างสม่ำเสมอ โดยไม่สนใจว่า ราคาหน่วยลงทุน ณ วันที่เข้าลงทุนนั้นจะเป็นเท่าใด ทั้งนี้ นักลงทุนจะได้รับจำนวนหน่วยลงทุนมากน้อยแตกต่างกันไปตามแต่ละช่วงเวลาที่ได้ลงทุนไป หรือพูดอีกนัยหนึ่งก็คือ มีการกระจายการซื้อหน่วยลงทุนตลอดเวลา ทั้งในยามที่ตลาดดีและตลาดไม่ดี ด้วยเงินจำนวนเดียวกัน โดยหาก ณ เวลาที่ลงทุน ปรากฏว่าราคาหน่วยลงทุนแพง ก็ทำให้ซื้อได้จำนวนน้อยลง ในทางกลับกัน หากราคาหน่วยลงทุนถูกก็ซื้อได้มากขึ้น เป็นการถัวเฉลี่ยต้นทุนในการลงทุนให้ลดน้อยลง และเพิ่มเสถียรภาพของผลตอบแทนที่จะได้รับจากการลงทุนในระยะยาว นอกจากนี้ ยังเป็นการช่วยลดความกังวลใจเกี่ยวกับจังหวะการลงทุนที่เหมาะสม และลดความเสี่ยงของการเข้าลงทุนผิดจังหวะด้วยเงินลงทุนก้อนใหญ่ในครั้งเดียว ตลอดจนส่งเสริมให้เกิดวินัยในการลงทุนขึ้นอีกด้วย

         ทั้งนี้ เทคนิคการลงทุนแบบ DCA มีลักษณะการลงทุนที่ควรรู้ดังต่อไปนี้
 
  •  ต้องเป็นการลงทุนในระยะเวลายาว เช่น 5 ปี 10 ปี เป็นต้น  
  •  ต้องพิจารณาว่า มีความสามารถในการลงทุนอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอได้หรือไม่
  •  ต้องมีการกำหนดช่วงเวลาสำหรับการลงทุนไว้อย่างแน่นอนเป็นงวดๆ เช่น ทุกสัปดาห์ ทุกเดือน ทุกไตรมาส เป็นต้น
  •  ต้องมีการกำหนดจำนวนเงินที่ต้องใช้สำหรับการลงทุนเป็นจำนวนคงที่เท่าๆ กันในแต่ละงวด
  •  ต้องมีวินัยในการลงทุน โดยไม่หวั่นไหวต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาวะการลงทุนที่เกิดขึ้นในท้องตลาดแต่อย่างใด










เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น ลองพิจารณาจากตัวอย่างของนายออมสิน ที่ตัดสินใจลงทุนในกองทุนรวมอย่างสม่ำเสมอเป็นประจำ ทุกเดือน เดือนละ 5,000 บาท เป็นระยะเวลารวม 6 เดือน ดังนี้


เดือน
จำนวนเงินลงทุน (บาท)
ราคาหน่วยลงทุน
จำนวนหน่วยลงทุน
มกราคม
5,000
9 บาท/ หน่วย
555.5
กุมภาพันธ์
5,000
10 บาท/ หน่วย
500.0
มีนาคม
5,000
8 บาท/ หน่วย
625.0
เมษายน
5,000
11 บาท/ หน่วย
454.5
พฤษภาคม
5,000
12 บาท/ หน่วย
416.6
มิถุนายน
5,000
10 บาท/ หน่วย
500.0
ยอดรวม
30,000
3,051.6

จากตัวอย่างข้างต้น ราคาเฉลี่ยของหน่วยลงทุนเท่ากับ 10 บาท [(9 + 10 + 8 + 11 +12 + 10)/ 6] แต่ต้นทุนถัวเฉลี่ยของนายออมสินกลับเท่ากับ 9.83 บาทเท่านั้น [30,000/ 3,051.6] ถือเป็นการช่วยลดต้นทุนในการลงทุนให้น้อยลง และยังทำให้นายออมสินไม่ต้องมากังวลเกี่ยวกับเรื่องจังหวะการเข้าลงทุนแต่อย่างใด
 
ดังนั้น จากลักษณะการลงทุนดังกล่าวข้างต้นจึงกล่าวได้ว่า เทคนิคการลงทุนแบบ DCA เหมาะสำหรับนักลงทุนที่ไม่มีเวลาหรือความรู้เพียงพอที่จะติดตามสภาวะการลงทุน และต้องการลดความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาด ตลอดจนรักษาผลตอบแทนให้ได้ในระดับที่เหมาะสมนั่นเอง

ที่มา: tsi-thailand.org 


เทคนิคการเลือกลงทุนในกองทุนรวม

 

เนื่องจากการตัดสินใจเลือกลงทุนในกองทุนรวมแต่ละประเภทย่อมที่จะแตกต่างกันออกไปตามความต้องการและเงื่อนไขของนักลงทุนแต่ละราย กองทุนรวมที่เหมาะกับนักลงทุนรายหนึ่ง อาจจะไม่เหมาะกับนักลงทุนอีกรายหนึ่งก็เป็นได้ ดังนั้น การเลือกเฟ้นเพื่อหากองทุนรวมที่เหมาะสมกับนักลงทุนแต่ละรายจึงเป็นสิ่งสำคัญ โดยเทคนิคการเลือกลงทุนในกองทุนรวมที่นักลงทุนควรรู้มีดังนี้

- อ่านหนังสือชี้ชวนให้ละเอียด เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่าเป็นกองทุนรวมที่มีนโยบายการลงทุนและเงื่อนไขสอดคล้องกับความต้องการของตนเอง ทั้งในเรื่องของผลตอบแทน ความเสี่ยง และสิทธิประโยชน์ทางภาษี
- หากนักลงทุนมีความรู้ความชำนาญในหลักทรัพย์เฉพาะกลุ่ม เช่น หุ้นกลุ่มพลังงาน หรือมีความรู้ความชำนาญในทรัพย์สินบางประเภท เช่น อสังหาริมทรัพย์ ก็อาจเลือกลงทุนในกองทุนรวมที่มีนโยบายการลงทุนเฉพาะในหลักทรัพย์หรือทรัพย์สินดังกล่าวข้างต้นได้
- หากต้องการสภาพคล่องในการขายคืน ก็ควรเลือกลงทุนในกองทุนเปิดที่สามารถขายคืนเมื่อใดก็ได้ ในทางกลับกัน หากต้องการลงทุนแบบซื้อแล้วถือ (Buy and Hold) ก็ควรเลือกลงทุนในกองทุนปิดที่มีระยะเวลาในการลงทุนยาว และมีอายุครบกำหนดไถ่ถอนที่แน่นอนในอนาคต
- ควรเลือกลงทุนในกองทุนรวมที่มีผลการดำเนินงานหรือให้อัตราผลตอบแทนที่ดีกว่า เมื่อเปรียบเทียบกับดัชนีมาตรฐาน (Benchmark) อย่างสม่ำเสมอ และต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน
- ไม่ควรให้น้ำหนักความสำคัญกับผลการดำเนินงานที่ผ่านมาของกองทุนรวมในอดีต ทั้งนี้ก็เพราะผลงานในอดีต เป็นเพียงแค่ข้อมูลอ้างอิง ไม่ได้รับประกันผลงานที่จะเกิดขึ้นในอนาคตแต่อย่างใด
- เลือกกองทุนรวมที่มีค่าใช้จ่ายต่ำเมื่อเปรียบเทียบกับกองทุนอื่นๆ ที่มีลักษณะ และนโยบายการลงทุนเหมือนกัน
- เลือกกองทุนรวมที่ให้บริการครบวงจร ไม่ว่าจะเป็นด้านการซื้อ การขาย หรือการโอนย้ายหน่วยลงทุน และสามารถที่จะทำการซื้อขายได้หลากหลายช่องทาง  
- พิจารณาสภาวะตลาดเพื่อหาจังหวะเวลาที่เหมาะสมในการเข้าซื้อขายหน่วยลงทุน โดยเฉพาะในกรณีของกองทุนรวมตราสารทุน หากสภาวะตลาดทุนในขณะนี้ค่อนข้างซบเซา แต่คาดว่าจะมีแนวโน้มดีขึ้นในอนาคต ก็ควรที่จะซื้อหน่วยลงทุนเก็บเอาไว้ ในทางกลับกัน หากสภาวะตลาดทุนขึ้นสูงสุดและมีแนวโน้มที่จะเปลี่ยนทิศทาง ก็ควรที่จะขายออกไปก่อน
- พิจารณาแนวโน้มของอัตราดอกเบี้ยที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคต โดยเฉพาะในกรณีของกองทุนรวมตราสารหนี้ หากคิดว่า อัตราดอกเบี้ยจะปรับตัวสูงขึ้น ก็ควรเลือกลงทุนในกองทุนรวมตราสารหนี้ระยะสั้น หรือกองทุนรวมตลาดเงิน เพื่อให้การลงทุนนั้นสามารถเกาะไปกับอัตราดอกเบี้ยที่กำลังปรับตัวขึ้น ในทางกลับกัน หากคิดว่า อัตราดอกเบี้ยจะคงที่ หรือมีแนวโน้มที่จะลดลง ก็ควรที่จะเลือกลงทุนในกองทุนรวมตราสารหนี้ระยะยาว เพื่อล็อกอัตราดอกเบี้ยที่สูงๆ ไว้ จะได้ไม่เสียโอกาสในการที่จะได้รับดอกเบี้ยในอัตราที่สูง เมื่อมีการปรับลดลงของอัตราดอกเบี้ยเกิดขึ้นจริงๆ

ทางเลือกในการลงทุนกับกองทุนรวม

 
สำหรับผู้ที่มองการณ์ไกลและต้องการทำให้เงินบัญชีนั้นมียอดเพิ่ม คุณพ่อและคุณแม่ยุคใหม่มักจะให้ความสำคัญกับการลงทุน ซึ่งการลงทุนในรูปแบบต่างๆ ก็ให้ผลตอบแทนที่แตกต่างกันไป แต่สำหรับผู้ที่มีความสนใจลงในในกองทุนรวม แต่ยังไม่มีความเข้าใจหรือไม่แน่ใจว่าการลงทุนในรูปแบบดังกล่าว จะมีความเสี่ยงและมีผลตอบแทนเป็นอย่างไร ฉบับนี้ดิฉันมีข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวมาฝากคะ ก่อนที่จะลงทุนในกองทุนรวมคุณจะต้องรู้จักกองทุนรวม เพื่อศึกษาว่ากองทุนประเภทไหนเหมาะสมกับตนเอง และน่าลงทุนมากที่สุด โดยการตัดสินใจว่าจะลงทุนกับกองทุนใดนั้นจะต้องพิจารณาและศึกษาเรื่องความเสี่ยงที่สามารถยอมรับได้ และพึงพอใจกับผลตอบแทนที่คาดว่าจะได้รับ เนื่องจากการลงทุนในแต่ละปะเภทนั้นมีความเสี่ยงน้อยและมากต่างกัน
รู้จักกองทุน
เมื่อพูดถึงเรื่องการลงทุนในกองทุนรวม อาจทำให้คุณพ่อคุณแม่หลายท่านที่กำลังจะเป็นนักลงทุนหน้าใหม่ยังไม่เข้าใจว่า กองทุนรวมนั้นคืออะไร ไม่ต้องงงค่ะ ดิฉันกำลังจะบอกว่า กองทุนรวมนั้นเป็นเครื่องมือในการลงทุนชนิดหนึ่ง ที่จะนำพาผู้ลงทุนไปลงทุนในหลักทรัพย์ เช่น การลงทุนในตราสารแห่งทุน คือ การลงทุนในหุ้นสามัญ หุ้นบุริมสิทธิ์ ฯลฯ
นอกจากนี้แล้วก็ยังมีการลงทุนในตราสารแห่งหนี้ ได้แก่ พันธบัตรรัฐบาล พันธบัตรรัฐวิสาหกิจ หุ้นกู้ หุ้นกู้แปลงสภาพ ฯลฯ รวมทั้งการลงทุนในตราสารอนุพันธ์ ซึ่งได้แก่ ตราสารแสดงสิทธิประเภทต่างๆ
อย่างไรก็ตาม กองทุนรวมสามารถแบ่งได้ตามประเภทต่างๆ ดังนี้ กองทุนรวมทั่วไป กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ กองทุนรวมมีประกัน กองทุนรวมตลาดเงิน กองทุนรวมที่ลงทุนในต่างประเทศ กองทุนรวมหน่วยลงทุน กองทุนรวมเพื่อผู้ลงทุนต่างด้าว และกองทุนรวมสำหรับผู้ลงทุนต่างประเทศ ฯลฯ
นอกจากนี้แล้วยังมีกองทุนต่างๆ ที่สถาบันการเงินมักจะมีไว้รองรับความต้องการของนักลงทุนทั่วไป สำหรับผู้ที่ต้องการทราบรายละเอียดของกองทุนแต่ละประเภทนั้น บริษัทเงินทุนต่างๆ มักจะให้ความกระจ่างคุณได้เป็นอย่างดีที่สุด ว่าคุณควรจะเลือกลงทุนในกองทุนรวมประเภทไหน
การลงทุนมีความเสี่ยง
การลงทุนในกองทุนมักจะมีความเสี่ยงแทบทั้งสิ้น นักลงทุนไม่ควรมองเฉพาะกำไรและผลตอบแทนเพียงอย่างเดียว จะต้องเผื่อใจไว้รับความเสี่ยงต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นบ้าง อย่างไรก็ตาม ดิฉันขอแนะนำว่าการลงทุนนั้นคุณควรมีการบริหารความเสี่ยง โดยกระจายเงินลงทุนไปยังหุ้นและตราสารหนี้การเงินหลายๆ ประเภท ซึ่งจากผลการวิจัยโดยทั่วไปพบว่า ผลตอบแทนเฉลี่ยในการลงทุนระยะยาวในตลาดหุ้นสูงกว่าที่ได้จากการออมเงินปกติ ดังนั้นนักลงทุนหน้าใหม่ที่มีเงินออมไว้ในกระเป๋า หากต้องการให้งอกเงยในอัตราที่สูงกว่าดอกเบี้ย ก็ควรจะลงทุนในลักษณะที่มีการบริหารความเสี่ยงก็จะดีกว่านะคะ
เนื่องจากการลงทุนในกองทุนรวม มีระดับความเสี่ยงตั้งแต่สูงสุดจนถึงต่ำสุด ดังนั้นนักลงทุนและผู้สนใจลงทุน สามารถเลือกลงทุนในกองทุนรวมที่ตรงกับความต้องการของตนเอง และก่อนอื่นเลยดิฉันขอแนะนำให้มีการศึกษาให้รอบคอบ ซึ่งในปัจจุบันนี้การลงทุนในกองทุนรวมนั้น มีมืออาชีพที่มีความรู้และเชี่ยวชาญ ทำหน้าที่คอยดูแลจัดการลงทุนให้อย่างเป็นระบบ มีแบบแผนและสามารถติดตามวัดผลได้ หากคุณเป็นนักลงทุนหน้าใหม่ยังไม่แน่ใจว่าจะเริ่มต้นอย่างไร ขอแนะนำให้เข้าไปปรึกษากับมืออาชีพดังกล่าว ซึ่งสถาบันการเงินต่างๆ มักจะมีผู้ให้บริการด้านนี้อยู่แล้วค่ะ
ลดความเสี่ยงในการลงทุน
เมื่อมีความเข้าใจในกองทุนรวมอย่างถ่องแท้และมีที่ปรึกษา มืออาชีพแล้ว ขั้นตอนต่อไป ดิฉันขอแนะนำให้คุณคิดหาวิธีในการลดความเสี่ยงในการลงทุน โดยสามารถทำได้ด้วยการกระจายลงทุนไป ในหลักทรัพย์หลายประเภท เช่น ในธุรกิจหรืออุตสาหกรรมหลายประเภท เนื่องจากหากเกิดสถานการณ์ลงทุนผันผวนราคาตลาดของบางหลักทรัพย์ลดลง แต่ราคาตลาดของบางหลักทรัพย์ก็อาจจะเพิ่มขึ้น ทำให้ผลตอบแทนโดยรวมไม่ถูกกระทบกระเทือนมากนัก
อย่างไรก็ตาม เมื่อมีการลงทุนในกองทุนรวมแล้ว มีผลกำไรขึ้นจากการลงทุนดังกล่าว ดิฉันเชื่อว่าหลายคนย่อมต้องการให้เกิดกำไรเมื่อใดก็ตามที่มีกำไร กองทุนรวมจะคืนกำไร และผลประโยชน์ในการลงทุนให้แก่ผู้ลงทุนในรูปแบบต่างๆ เช่น กำไรส่วนเกินทุน (Capital Gain)
นอกจากนี้แล้วผลกำไรอาจออกมาในรูปแบบของเงินปันผล (Dividend) คือ จำนวนเงินที่กองทุนจัดสรรคืนให้แก่ผู้ถือหน่วยลงทุน เมื่อกองทุนมีผลกำไรในการดำเนินงาน
คิดก่อนลงทุน
สำหรับนักลงทุนหน้าใหม่ที่ยังลังเลหรือไม่แน่ใจว่าจะลงทุนอย่างไร ดิฉันขอแนะนำให้คุณรีบศึกษาข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์อย่างเร่งด่วน ซึ่งที่ผ่านมาหน่วยงานดังกล่าวได้มีการจัดอบรมและให้ความรู้กับผู้ที่สนใจในการลงทุนทั่วไป ทั้งนี้ ดิฉันขอยกตัวอย่างกองทุนรวมประเภทต่างๆ เพื่อให้คุณได้ศึกษาและเปรียบเทียบกัน 
เริ่มต้นจากกองทุนปิด (close-end fund) เป็นกองทุนรวมที่เปิดให้มีการจองซื้อเพียงครั้งเดียว เมื่อจัดตั้งโครงการ มีกำหนดอายุโครงการแน่นอน เช่น 3 ปี 5 ปี 7 ปี 10 ปี เป็นต้น
การลงทุนในลักษณะดังกล่าวบริษัทจัดการไม่รับซื้อคืนหน่วยลงทุนก่อนครบกำหนดอายุโครงการ ผู้ถือหน่วยลงทุนไม่สามารถไถ่ ถอน หน่วยลงทุนก่อนครบกำหนดอายุโครงการได้ แต่ทั้งนี้เพื่อเพิ่มสภาพคล่องให้แก่ผู้ถือหน่วยลงทุน บริษัทจัดการมักนำเอาหน่วยลงทุนของกองทุนปิด ไปจดทะเบียนซื้อขายในตลาดรอง เช่น ตลาดหลักทรัพย์ฯ
ส่วนกองทุนเปิด (open-end fund) นั้นเป็นกองทุนรวมที่สามารถเพิ่มหรือลดหน่วยลงทุนได้ ไม่มีกำหนดอายุโครงการสามารถรับซื้อคืนหน่วยลงทุนตามกำหนดระยะเวลาที่ระบุไว้ จึงทำให้กองทุนเปิดเป็นที่นิยมมากกว่ากองทุนปิด
กองทุนรวมตราสารแห่งหนี้ เป็นกองทุนรวมที่มีนโยบายการลงทุนเฉพาะเงินฝาก ตั๋ว เงินคลัง ตั๋วแลกเงิน พันธบัตรรัฐบาล พันธบัตรรัฐวิสาหกิจ หุ้นกู้บริษัทเอกชน หรือการหาดอกผลโดยวิธีอื่นตามที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กำหนดหรือให้ความเห็นชอบให้กองทุนประเภทดังกล่าวลงทุนได้ โดยทั่วไปแล้วกองทุนรวมตราสารแห่งหนี้ มีความเสี่ยงน้อยกว่ากองทุนรวมที่มีนโยบาลลงทุนในตามสารทุน จึงเหมาะสำหรับผู้ลงทุนที่ยอมรับความเสี่ยงได้น้อยกว่า
การลงทุนในกองทุนรวมนั้นมีรูปแบบและวิธีการทำงานของแต่ละกองทุนนั้นหลากหลายมาก จึงต้องเป็นหน้าที่ของนักลงทุนที่จะต้องศึกษา ดิฉันขอแนะนำว่าผู้ที่สนใจจะต้องลงมือศึกษาให้ละเอียดและรอบครอบ อย่าหลงเชื่อคำแนะนำของใครง่ายๆ ควรจะต้องรู้จักกองทุนนั้นๆ เป็นอย่างดีด้วย
(บทความโดย ดร.กฤษติการ คงสมพงษ์, นิตยสารดวงใจพ่อแม่)

เทคนิคกลยุทธ์การลงทุนในกองทุนรวม

 
เริ่มตั้งแต่ต้นปีมานี้หลายท่านคงได้เห็นแล้วว่าตลาดหุ้นบ้านเราหรือ SET INDEX ผันผวนอย่างมาก เนื่องจากความไม่แน่นอนของหลายๆ ปัจจัยทั้งการเมือง เงินเฟ้อ   รวมถึงปัญหาชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งไม่สามารถคาดการณ์ได้เลย เหมือนกับการลงทุนที่มีความเสี่ยงอยู่มากมาย แต่ปัญหาจากความไม่แน่นอนเหล่านี้ พอจะหาทางบรรเทาลงได้ด้วยการใช้กลยุทธ์การลงทุนที่เหมาะสม โดยเฉพาะกับกองทุนรวม ลองมาดูกันครับว่ากลยุทธ์การลงทุนในกองทุนรวมที่คุณสามารถทำได้มีอะไรบ้าง

Dollar-Cost Averaging   
       
เป็นกลยุทธ์ในการลงทุนอย่างหนึ่งเพื่อซื้อหน่วยลงทุน โดยลงทุนอย่างสม่ำเสมอด้วยจำนวนเงินที่เท่าๆกัน  ในช่วงเวลาที่เท่ากัน ต้นทุนการลงทุนที่ได้รับอาจจะสูงหรือต่ำก็ได้ ขึ้นกับว่าลงทุนในภาวะที่ตลาดผันผวนหรือไม่ Dollar-Cost  Averaging จะเป็นวิธีที่ดีและง่าย ไม่ต้องใช้เงินลงทุนมากเวลาที่ตลาดปรับตัวสูง หรือใช้เงินลงทุนน้อยเกินไปเวลาที่ตลาดปรับตัวลงต่ำ นักลงทุนจะได้ประโยชน์มากถ้าเริ่มต้นซื้อกองทุนในเวลาที่ตลาดปรับตัวลงอย่างรุนแรง (crash) และถึงจุดต่ำสุด (low downside risk) อันเนื่องจาก ปัจจัยพื้นฐาน นอกจากนี้ วิธี Dollar-Cost Average เป็นวิธีการที่จะเกี่ยวข้องกับจิตวิทยาการลงทุนด้วย ถ้าหากลงทุนแล้วตลาดปรับตัวลดลงความรู้สึกของนักลงทุนก็จะดี เพราะไม่ได้ลงทุนทั้งหมดในครั้งเดียว และยังมีโอกาสซื้อเพิ่มได้อีกในราคาที่ต่ำลง แต่ถ้าตลาดปรับตัวสูงขึ้น ก็ยังคงรู้สึกดีเพราะได้กำไรจากมูลค่าเพิ่มจากการเพิ่มขึ้นของราคาหน่วยลงทุนปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม วิธี  Dollar-Cost  Average ไม่สามารถบอกได้แน่นนอนว่าจะได้กำไรจากมูลค่าเพิ่ม หรือป้องกันการขาดทุนในเวลาที่ตลาดปรับตัวลง

Share Cost Averaging

เป็นกลยุทธ์การลงทุนที่กำหนดให้ซื้อหน่วยลงทุนของกองทุนรวมในจำนวนหน่วยที่เท่ากันหรือใกล้เคียงกันในช่วงเวลาต่างๆ (ที่เท่าๆกัน) โดยไม่สนใจเรื่องมูลค่าเงินลงทุนโดยรวมในการลงทุนแต่ละครั้ง เช่น นาย ก ตั้งเป้าหมายซื้อหน่วยลงทุนทุกเดือน เดือนละ 100 หน่วย ดังนั้น หากราคาของหน่วยลงทุนอยู่ที่ 10 บาทในเดือนแรก และ 12 บาท ในเดือนถัดมา นาย ก ต้องใช้เงินลงทุน 1,000 บาท ในเดือนแรก และ 1,200 บาท ในเดือนที่สอง กลยุทธ์  Share Cost Averaging นี้เหมาะกับนักลงทุนที่สามารถเพิ่มเงินลงทุนในจังหวะที่ราคาหน่วยลงทุนปรับตัวสูงขึ้นเพื่อให้ได้หน่วยลงทุนตามที่กำหนดไว้  อย่างไรก็ตาม การลงทุนโดยใช้กลยุทธ์นี้จะเป็นการสะสมหน่วยลงทุนอย่างสม่ำเสมอแม้ว่าราคาของหน่วยลงทุนจะปรับตัวสูงขึ้น ทำให้มีโอกาสที่ต้นทุนของหน่วยลงทุนจะมีแนวโน้มสูงกว่าต้นทุนหน่วยลงทุนที่ใช้วิธี Dollar-Cost  Averaging

Market Timing

Market Timing เป็นกลยุทธ์ที่นักลงทุนนำมาใช้เพื่อหาเวลาที่เหมาะสมและดีที่สุดที่จะซื้อหรือขายกองทุนเพื่อหาโอกาสในการทำกำไรจากส่วนต่างในช่วงเวลาการลงทุนระยะสั้น เช่น นักลงทุนที่ซื้อกองทุนที่ลงทุนในตลาดหุ้นที่มีมูลค่าสินทรัพย์สุทธิลดต่ำลง 10% และขายกองทุนออกในวันที่มูลค่าสินทรัพย์สุทธิปรับตัวสูงขึ้น 5% เป็นต้น อย่างไรก็ตามในทางปฎิบัติหากนักลงทุนใช้กลยุทธ์นี้บ่อยครั้งอาจส่งผลให้บริษัทจัดการมีความอยากลำบากในการจัดการลงทุนให้ได้ผลตอบแทนที่ดี หากเกิดการซื้อขายกองทุนของนักลงทุนบ่อยครั้งเกินไปสำหรับกองทุนหุ้นที่มีผู้จัดการคอยดูแลบริหารให้และเหมาะสมสำหรับการลงทุนระยะยาว ดังนั้นบาง บลจ. อาจจะหาวิธีเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดซื้อขายที่เร็วเกินไป โดยกำหนดให้นักลงทุนจะต้องจ่ายค่าปรับ หรือ Penalty จากการขายหน่วยลงทุนบางกองทุนถ้านักลงทุนไม่สามารถถือกองทุนได้ตามเวลาขั้นต่ำที่กำหนด หรืออาจคิดค่าธรรมเนียมการขายคืนตามระยะเวลาการถือครอง เป็นต้น

กลยุทธ์ทุกข้อที่กล่าวมานั้น เป็นเกล็ดเล็กน้อยสำหรับผู้ลงทุนที่อยากจะหากลยุทธ์ในการลงทุน นักลงทุนหลายท่านที่ประสบความสำเร็จจากการลงทุน  ก็ด้วยอาศัยประสบการณ์ และเทคนิคต่าง ๆ มากมาย ดังนั้นคุณต้องไม่ลืมนะครับว่าการลงทุนทุกประเภทมีความเสี่ยง คุณจึงควรศึกษาวิเคราะห์รายละเอียดของสิ่งที่คุณจะลงทุนให้เข้าใจอย่างถ่องแท้เสียก่อนนะครับ สิ่งที่เรายกมาให้ท่านนั้น เป็นสิ่งที่จะช่วยให้ท่านใช้เพื่อประกอบการพิจารณาเลือกวิธีลงทุนเท่านั้น ขอให้ทุกท่านโชคดีกับการลงทุนนะครับ

ที่มา : บัวหลวง Money Tips

eBook ยอดนิยม